ทัวร์ บริษัททัวร์ ทัวร์ต่างประเทศ รับจัดทัวร์ ทัวร์ทั่วโลก ทัวร์ราคาถูก
เที่ยวแบบมีคุณภาพ ในราคามิตรภาพ กับบริษัท ทัวรเอ็กซ์เพรส เซ็นเตอร์ดอทคอม จำกัด รับจัดทัวร์ ทัวร์ส่วนตัว ทัวร์กรุ๊ป ในทุกเส้นทาง ทั่วโลก

 

ข้อมูลกฏหมายธุรกิจนำเที่ยว

 

บทนำ

                มนุษย์เป็นสัตว์สังคม มนุษย์จำเป็นต้องรวมตัวกันอยู่เป็นกลุ่มก้อน ถ้ามนุษย์อยู่เพียงคนเดียวย่อมจะประพฤติตนอย่างไรก็ได้โดยไม่ต้องสนใจใคร แต่ด้วยมนุษย์อยู่รวมกันในสังคม หากมนุษย์ยังคงถือว่าตนทำอะไรก็ได้แล้ว สังคมก็คงอยู่ไม่ได้เพราะจะเกิดความวุ่นวายตลอด ดังนั้นเพื่อให้สังคมอยู่รวมกันอย่างสงบสุข มนุษย์จำเป็นต้องมีกฎเกณฑ์ที่ควบคุมความประพฤติของมนุษย์กฎเกณฑ์นี้ก็คือ “กฎหมาย” นั่นเอง

                ปัจจุบันกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของมนุษย์แต่ละคนอย่างมาก ตั้งแต่มนุษย์ในครรภ์มารดา กฎหมายก็เข้ามารับรองสิทธิของทารกในครรภ์มารดา พอทารกคลอดออกมาแล้ว กฎหมายก็บังคับให้เจ้าบ้านหรือบิดามารดา ต้องไปแจ้งเกิดเพื่อขอรับสูติบัตร เมื่ออายุ 15 ปี กฎหมายบังคับให้ต้องทำบัตรประจำตัวประชาชน โตขึ้นมาอีกจะแต่งงาน กฎหมายก็บังคับให้จดทะเบียนสมรส พอแก่ตัวใกล้จะตาย กฎหมายก็เปิดทางให้สามารถกำหนดการเผื่อตาย โดยการทำพินัยกรรม จนกระทั่งตาย กฎหมายก็บังคับให้ผู้พบเห็นการตายต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ของรัฐ

                ในทางเศรษฐกิจเองกฎหมายก็เข้าไปเกี่ยวข้องอย่างมาก เช่น การที่บุคคลจะรวมตัวจัดตั้งเป็นองค์กรธุรกิจ ก็ต้องพิจารณาว่าจะจัดตั้งในรูปใด จะเป็นห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท ซึ่งก็มีกฎหมายเข้ามากำหนดหลักเกณฑ์ เมื่อทำธุรกิจมีกำไรก็ต้องมีหน้าที่เสียภาษี ซึ่งก็เป็นเรื่องของกฎหมายอีก

                เมื่อกฎหมายเข้ามาเกี่ยวกับชีวิตคนเราเช่นนี้ จึงจำเป็นต้องศึกษากฎหมายเพื่อให้ทราบถึงสิทธิหน้าที่ของตนเองตามกฎหมาย เพื่อจะได้ปฏิบัติตามกฎหมาย เพื่อจะได้ปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างถูกต้อง

 

ความสำคัญของกฎหมายท่องเที่ยว

                ตัวสัญชาติญาณของมนุษย์ย่อมชอบที่จะกระทำสิ่งใดๆ ตามใจชอบ เพราะทุกคนรักความอิสระ แต่ถ้าทุกคนทำอะไรตามใจชอบจนเกินไป ก็อาจเป็นการรบกวนและก่อความเดือดร้อนระหว่างกันได้ ดังนั้นการกำหนดขอบเขตความอิสระในการทำสิ่งใดๆ จึงต้องมีการจำกัดลงด้วยมาตรฐานอันเดียวกันที่จะใช้บังคับเป็นการทั่วไปแก่ทุกคนในลักษณะของกฎเกณฑ์และข้อบังคับต่างๆ ซึ่งจะกำหนดวิถีทางปฏิบัติภาระกิจของมนุษย์ประจำวันนับตั้งแต่เกิดจนตาย หากผู้ใดกระทำเกินเลยขอบเขตที่กำหนดไว้แล้ว ผู้นั้นก็ย่อมจะต้องได้รับผลร้ายจากสังคมเป็นการตอบแทน กฎเกณฑ์และข้อบังคับเหล่านี้ได้วิวัฒนาการตามภาวะของสังคมจนกลายเป็นกฎหมาย ซึ่งจะได้วิวัฒนาการต่อไป ดังนั้นเราจึงไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าชีวิตของคนเรานี้ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้กฎหมายและเกี่ยวข้องกับกฎหมาย

                โดยเฉพาะในปัจจุบัน เราจะยิ่งเห็นได้ชัดว่ากฎหมายเกี่ยวพันกับชีวิตเรามาก ตั้งแต่เราเกิด กฎหมายก็กำหนดว่า เจ้าบ้านหรือมารดาต้องไปแจ้งเกิดเพื่อรับสูติบัตร เมื่อมีอายุครบ 15 ปีบริบูรณ์ก็ต้องทำบัตรประจำตัวประชาชน จะสมรสก็ต้องจดทะเบียนสมรส ระหว่างสามีภรรยากับการทรัพย์สินก็ตกอยู่ภายใต้กฎหมาย เมื่อเสียชีวิตลงก็ต้องแจ้งเพื่อขอรับใบมรณะบัตร นอกจากนี้ในชีวิตประจำวันก็ยังมีกรณีเกี่ยวพันกับกฎหมาย เช่น ตื่นขึ้นมาต้องออกไปจ่ายตลาดซื้ออาหารบริโภคก็ต้องใช้กฎหมาย เช่น กฎหมายว่าด้วยซื้อขาย เมื่อไปทำงานเป็นลูกจ้างเข้าก็ต้องใช้กฎหมายแจ้งแรงงานและกฎหมายแรงงาน จึงเห็นว่าในแต่ละวันชีวิตของเราต้องผูกพันกับกฎหมายตลอดเวลา

                นอกจากนี้ ในชีวิตของเราส่วนที่ต้องเกี่ยวข้องกับชาติบ้านเมือง จะเห็นได้ว่าประชาชนทุกคนในชาติย่อมมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายรับรองและคุ้มครองให้ ซึ่งสิทธิต่างๆ นี้ เราก็ได้มากมายหลายประการตามที่รัฐธรรมนูญให้ไว้ แต่ทั้งนี้หน้าที่ของประชาชนต่อชาติก็ย่อมมีขึ้นจะต้องปฏิบัติไปให้ถูกต้องตามกฎหมาย เช่น หน้าที่ในการเสียภาษีอากร หน้าที่สำหรับชายชราจะต้องเข้ารับราชการทหาร สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วก็เป็นเรื่องที่ต้องปฏิบัติไปตามกฎหมายทั้งสิ้น

                ด้วยเหตุนี้ การเรียนรู้กฎหมายจึงมีความจำเป็นแก่ประชาชนเพราะเป็นการให้ประโยชน์ แก่ประชาชนเองโดยตรง และในขณะเดียวกันก็เป็นการสร้างความเป็นระเบียบ และความสงบเรียบร้อยในสังคมขึ้น เพราะถ้าหากประชาชนขาดความรู้ ความเข้าใจทางด้านกฎหมายก็มักจะเกิดปัญหาขึ้น อันเป็นข้อขัดแย้งระหว่างประชาชนด้วยกัน และประชาชนต่อข้าราชการผู้ปฏิบัติการไปตามหน้าที่ ซึ่งปรากฎอยู่เสมอว่า ข้อขัดแย้งเหล่านี้เกิดจากความไม่เข้าใจอันเนื่องมาจากความไม่รู้กฎหมายทั้งสิ้น

                ดังนั้น ในทางกฎหมายจึงเกิดหลักเกณฑ์สำคัญประการหนึ่งว่า “ความไม่รู้กฎหมายไม่เป็นข้อแก้ตัว” ทั้งนี้ เป็นหลักที่สืบเนื่องมาจากนโยบายในกฎหมายว่า บุคคลใดจะแก้ตัวว่าไม่รู้กฎหมายเพื่อให้หลุดพ้นจากความรับผิดตามกฎหมายได้ ทั้งนี้ เพราะหากให้มีการกล่าวอ้างดังกล่าวได้ การบังคับใช้กฎหมายก็จะไม่เป็นการทั่วไปแก่คนทุกคน เพราะบางคนจะแก้ตัวว่าไม่รู้กฎหมายเพื่อให้พ้นผิดกันเสียหมด  ก็คงไม่ต้องมีการรับโทษตามความรับผิดชอบนั้น ยิ่งกว่านั้นถ้าหากให้แก้ตัวได้ก็จะยิ่งเป็นการส่งเสริมให้คนปิดหูปิดตาไม่รับรู้กฎหมาย เพราะถ้ายิ่งรู้มากก็ต้องรับผิดมาก ถ้ารู้น้อยๆ ก็ไม่ต้องรับผิดเท่าไร

                ฉะนั้น โดยหลักแล้ว บุคคลจะอ้างว่าไม่รู้กฎหมายเพื่อให้พ้นจากความผิดกฎหมายไม่ได้เว้นแต่กฎหมายจะเปิดโอกาสให้กล่าวอ้างได้ ข้อยกเว้นเช่น ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 64  ซึ่งบัญญัติว่า “บุคคลจะแก้ตัวว่าไม่รู้กฎหมายเพื่อให้พ้นจากความรับผิดในทางอาญาไม่ได้แต่ถ้าศาลเห็นว่าตามสภาพและพฤติกรรมผู้กระทำความผิดอาจจะไม่รู้ กฎหมายบัญญัติว่าการกระทำนั้นเป็นความผิด ศาลอาจอนุญาตให้แสดงพยานหลักฐานต่อศาลเชื่อว่าผู้กระทำมารู้ว่ากฎหมายบัญญัติไว้เช่นนั้น ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดเพียงใดก็ได้” จากบทบัญญัติมาตรานี้จะเห็นได้ว่า กฎหมายยอมรับรู้ข้อแก้ตัวว่าไม่รู้กฎหมาย แต่การยอมรับของกฎหมายนี้ยังไม่เด็ดขาดโดยสิ้นเชิง เพราะถ้าศาลเชื่อว่า ผู้นั้นไม่รู้ว่ามีกฎหมายนั้นจริงๆ แล้วศาลเพียงแต่จะลงโทษให้น้อยลงเท่านั้น มิได้ยกเลิกการกระทำผิดนั้นให้สิ้นสภาพความผิดไป

                จากที่ได้กล่าวมาแล้วตั้งแต่ต้น จึงอาจสรุปประโยชน์ของการศึกษากฎหมายได้ดังนี้

                1. ประโยชน์ในด้านการศึกษาทางสังคมศาสตร์ เพราะนิติศาสตร์เป็นการศึกษาด้านสังคมศาสตร์ที่เกี่ยวกับการกำหนดบทบาทและพฤติกรรมของมนุษย์ในสังคม โดยมาตรการทางกฎหมาย

                2. ประโยชน์อันเกิดจากการได้รู้สิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย เพราะเมื่อเราอยู่รวมกันเป็นสังคม การกำหนดขอบเขตความประพฤติของบุคคลให้อยู่ภายใต้กฎหมายข้อบังคับ จึงมีความจำเป็น ทั้งนี้เพื่อความสงบสุขและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสังคม

                3. ประโยชน์จากการระวังตัวเองไม่พลั้งพลาดกระทำผิดอันเนื่องมาจากหลักที่ว่า “ความไม่รู้ข้อกฎหมายไม่เป็นข้อแก้ตัว” เพราะถ้าทำผิดแล้วก็ต้องเกิดความรับผิดเสมอไป เว้นแต่กฎหมายจะเปิดโอกาสให้กล่าวอ้างข้อแก้ตัวได้ เฉพาะในบางกรณี

                4. ประโยชน์ทางวิชาชีพ ซึ่งเป็นประโยชน์โดยตรง เพราะการประกอบอาชีพต่างๆ ก็ล้วนแต่อาศัยกฎหมายทั้งสิ้น ทั้งนี้ เพราะกฎหมายเข้ามาเกี่ยวพันกับชีวิตของเราตลอดเวลา เช่น ทำการค้าต้องเสียภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร ต้องจ้างคนทำงานตามกฎหมายแรงงาน ดังนั้น ประโยชน์ที่ได้จากการศึกษากฎหมายจึงเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการประกอบอาชีพ

                5. ประโยชน์ทางการเมืองการปกครอง เมื่อเราเป็นประชาธิปไตย สิทธิหน้าที่ของประชาชนจึงมีความสำคัญเป็นหัวใจของการปกครอง เมื่อประชาชนได้ปฏิบัติหน้าที่ของตนครบถ้วนและใช้สิทธิต่างๆ ตามกฎหมายแล้ว ก็จะเป็นการเสริมสร้างความมั่นคงของการปกครองและการบริหารงานทางการเมือง ให้สอดคล้องตาม

                และสำหรับกฎหมายเกี่ยวกับการท่องเที่ยว ด้วยแล้ว นับว่ามีความสำคัญสำหรับผู้ที่ต้องประกอบวิชาชีพเกี่ยวข้องกับธุรกิจการท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก ทั้งนี้เพราะในอาชีพที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจประเภทนี้ ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการท่องเที่ยวหรือผู้เป็นมัคคุเทศก์ ล้วนแล้วแต่ต้องมีส่วนที่ต้องไปเกี่ยวข้องกับกฎหมายทั้งสิ้น โดยเริ่มต้นที่การที่จะเข้ามาเป็นผู้ประกอบกิจการท่องเที่ยวไม่ว่าจะเป็น การประกอบกิจการนำเที่ยวทั้งภายในประเทศ และนอกประเทศ หรือการเป็นมัคคุเทศก์ทั้งประเภททั่วไปและประเภทเฉพาะทาง เหล่านี้ ผู้ประกอบการต้องขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบการตามกฎหมายก่อนทั้งสิ้น จึงจะสามารถประกอบกิจการได้ นอกจากนี้ผู้ประกอบการในธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการแก่นักท่องเที่ยว เช่น ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจสถานบริการ ธุรกิจด้านโบราณวัตถุ ผู้ประกอบกิจการเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ต้องมีใบอนุญาตประกอบกิจการตามกฎหมาย ก่อนการประกอบกิจการเช่นกัน

                นอกจากนี้ต้องมีใบอนุญาตประกอบกิจการก่อนการดำเนินการแล้ว การจะเข้าไปดำเนินการนำเที่ยวได้ แหล่งท่องเที่ยวใดไม่ว่าจะเป็นในเขตอุทยานแห่งชาติ หรือเขตโบราณสถานต่างๆ ผู้ประกอบการนำเที่ยว หรือมัคคุเทศก์ ก็จำเป็นต้องทราบถึงกฎเกณฑ์ ระเบียบของการเข้าไปใช้บริการในสถานที่เหล่านั้นด้วย เพราะในทุกสถานที่ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว จะมีกฎหมายกำหนดแนวทางในการปฏิบัติ อยู่ทุกที่ทุกแห่งเสมอไป

                ในส่วนของการขายหรือจำหน่ายสินค้าให้แก่นักท่องเที่ยวก็เช่นกัน ในปัจจุบันจะพบว่ามีการหลอกลวงขายสินค้าให้แก่นักท่อเที่ยวจำนวน จนส่งผลกระทบต่อภาพพจน์ของประเทศจนเป็นที่กล่าวกันในหมู่นักท่องเที่ยวว่าประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตสินค้าปลอม

                และเป็นแหล่งหลอกขายสินค้าให้แก่นักท่องเที่ยว นับว่าเป็นเรื่องเสื่อมเสียชื่อเสียงเป็นอย่างมาก ดังนั้นหากได้นำเอากฎหมายฉ้อโกง ที่กำหนดความผิดมาอธิบายให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจท่องเที่ยวได้เข้าใจ ก็อาจจะช่วยลดปัญหาที่เกิดขึ้นในระดับหนึ่งได้

                จึงจะเห็นได้ว่ากฎหมายเกี่ยวกับการท่องเที่ยวนั้น นับว่าสำคัญที่ผู้เกี่ยวข้องควรรู้และศึกษาเพื่อที่จะได้เข้าใจในกฎเกณฑ์ สิทธิและหน้าที่ของตนเพื่อจะได้นำไปปฏิบัติได้ถูกต้อง ไม่ทำให้เกิดความเสียหายแก่สังคมโดยส่วนรวมต่อไปนั่นเอง


 

สาระสำคัญของกฎหมายท่องเที่ยว

กฎหมายเกี่ยวกับการจัดการโรงแรม

                ธุรกิจโรงแรมถือว่าเป็นธุรกิจที่สำคัญยิ่งประเภทหนึ่งที่เป็นส่วนประกอบ และส่วนที่ส่งเสริมการท่องเที่ยว ดังนั้นจึงจำเป็นต้องทำการศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้องในฐานะเจ้าของผู้ประกอบการ พนักงาน ตลอดจนแขกผู้พัก อย่างถูกต้อง และสามารถนำไปปฏิบัติเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในการให้บริการต่อไป

                กฎหมายที่เกี่ยวข้องมีอยู่ 2 ส่วน คือ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หมวด 3 ลักษณะ 10 ว่า ด้วยการฝากทรัพย์ และพระราชบัญญัติโรงแรม พ.. 2478

                ประมวลกฎหมายแพร่และพาณิชย์ได้วางบทบัญญัติว่าด้วยความสัมพันธ์ ระหว่างเจ้าสำนักโรงแรมและผู้พักอาศัยเป็นการเฉพาะเอาไว้ ในหมวดที่ 3 ของเอกเทศสัญญา ลักษณะที่ 10 ว่าด้วยฝากทรัพย์ ประกอบด้วย 6 มาตรา 674 ถึง มาตรา 679 บทบัญญัติเหล่านี้ มีหลักการที่สำคัญที่กำหนดให้เจ้าสำนักโรงแรม เกิดการสูญหายหรือบุบสลาย และในขณะเดียวกันก็มีบทบัญญัติที่ให้สิทธิแก่เจ้าสำนักโรงแรม สามารถยึดหน่วงและอาจขายทอดตลาดบรรดาทรัพย์สินที่ผู้เข้าพักอาศัยได้นำเข้ามาในโรงแรม เพื่อบรรดาเงินที่ค้างชำระแก่ตนได้ เช่น ค่าที่พัก ค่าอาหาร และค่าบริการต่างๆ ที่ผู้เข้าพักอาศัยได้ใช้ในโรงแรมนั้น

                การที่กฎหมายได้บัญญัติให้เจ้าสำนักโรงแรมและหน้าที่อันเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เข้าพักอาศัยที่ได้นำเข้ามาในโรงแรมในลักษณะเช่นนี้ อาจทำให้เข้าใจไปได้ว่า เป็นเพราะเจ้าสำนักโรงแรมและผู้เข้าพักอาศัยมีนิติสัมพันธ์ในทางฝากทรัพย์กันโดยตรง ทั้งนี้เพราะบทบัญญัติดังกล่าวอยู่ในหมวดที่ 3 ของฝากทรัพย์ แต่แท้จริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ เพราะโดยปกติแล้วผู้เข้าพักอาศัยในโรงแรมมิได้ส่งมอบทรัพย์สินของตน เช่น บรรดาเสื้อผ้า เครื่องมือ เครื่องใช้ที่ได้นำติดตัวมาให้แก่เจ้าสำนักโรงแรมแต่อย่างใด และเจ้าสำนักโรงแรมก็ไม่ได้มีเจตนารับฝากด้วย (เว้นแต่ในกรณีที่ผู้เข้าพักอาศัยในโรงแรมได้ส่งมอบ เพื่อฝากทรัพย์สินบางอย่างไว้แก่เจ้าสำนักโรงแรมโดยตรง ซึ่งเรื่องนี้จะทำให้เจ้าสำนักโรงแรมและผู้เข้าพักอาศัยมีนิติสัมพันธ์ในทางฝากทรัพย์ได้) ดังนั้นการมีสิทธิหน้าที่และความรับผิดชอบของเจ้าสำนักโรงแรมตามกฎหมายกำหนด จึงเป็นเรื่องที่ต้องการให้เจ้าสำนักโรงแรมมีสิทธิหน้าที่เสมือนอย่างผู้รับฝากทรัพย์ที่มีค่าบำเหน็จในส่วนที่เกี่ยวกับทรัพย์สินที่ผู้เข้าพักอาศัยได้นำเข้ามาในโรงแรมนั่นเอง อันเป็นเรื่องที่เจ้าสำนักโรงแรมในฐานะของผู้ประกอบกิจการโรงแรม ย่อมจะต้องให้ความสะดวก ความปลอดภัยแก่ตัวผู้เข้าพักอาศัย และความปลอดภัยแก่ทรัพย์สินของผู้พักอาศัยด้วย นั่นคือการที่ต้องดูแลรักษาทรัพย์สินของผู้เข้าพักอาศัย จะว่าไปแล้วจึงเป็นเรื่องที่ทำให้เจ้าสำนักโรงแรมมีสิทธิและหน้าที่ขึ้นนอกเหนือไปจากสิทธิและหน้าที่ตามที่มีอันเกิดสัญญาการเข้าพักอาศัยระหว่างเจ้าสำนักโรงแรมและผู้เข้าพักอาศัยนั่นเอง

                ในขณะเดียวกันในการประกอบกิจการโรงแรม ก็จำเป็นต้องให้ผู้ประกอบการโรงแรมขออนุญาตประกอบการตามกฎหมายเสียก่อน จึงจะประกอบกิจการได้ เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติโรงแรม พ.. 2478 หากฝ่าฝืนก็จะต้องได้รับโทษเช่นกัน นอกจากนั้นยังกำหนดหน้าที่ของผู้ได้รับอนุญาตประกอบการไว้ต้องดำเนินการอื่นตามที่กำหนดไว้ข้างต้น อาทิเช่น การที่ต้องจดนามผู้พัก และยื่นต่อนายทะเบียน การที่ต้องรักษาความสะอาดสถานที่ตลอดเวลาเป็นต้น

                เห็นได้ว่า กฎหมายที่เกี่ยวกับการจัดการโรงแรม เป็นกฎหมายที่ประสงค์ที่จะควบคุมผู้ประกอบการโรงแรม เพื่อให้ความคุ้มครองประชาชนผู้มาใช้บริการโรงแรมให้เกิดความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และจะทำให้เกิดความเป็นธรรมในการบริหารนั่นเอง


 

ขั้นตอนการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติโรงแรม

พุทธศักราช 2478

 

1. การขออนุญาตสร้างโรงแรม

                ผู้ใดประสงค์จะขออนุญาตสร้างโรงแรม ให้ยื่นคำร้องตามแบบ ร.. 1 ต่อนายทะเบียน (ผ่านอำเภอท้องที่) พร้อมด้วยแบบแปลนแผนผังและรายการประกอบแบบแปลนของโรงแรมที่จะสร้างขึ้นจำนวน 2 สำรับ โดยไม่ต้องส่งรูปถ่ายเจ้าสำนัก เมื่อได้รับอนุมัติให้จัดสร้างขึ้นเรียบร้อยแล้ว จะต้องยื่นคำขอเปิดโรงแรมอีกครั้งหนึ่ง เมื่อนายทะเบียนได้รับคำร้องดังกล่าวแล้ว ให้ดำเนินการแจ้งส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง คือ

                (1) แจ้งที่ทำการโยธาธิการจังหวัด หรือเจ้าหน้าที่พนักงานท้องถิ่นแล้วแต่กรณี พร้อมทั้งส่งแบบแปลนแผนผังและรายการประกอบแบบแปลนของโรงแรม เพื่อดำเนินการตรวจสอบลักษณะความมั่นคงแข็งแรงของอาคารว่าเป็นไปตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.. 2522 หรือ ข้อบัญญัติท้องถิ่น หรือไม่

                (2) แจ้งสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดหรือเจ้าพนักงานท้องถิ่นแล้วแต่กรณี พร้อมทั้งส่งแบบแปลนแผนผังและรายการประกอบแบบแปลนของโรงแรม เพื่อดำเนินการตรวจสอบสุขลักษณะอนามัย การถ่ายเทของอากาศ ช่องระบายอากาศ ตลอดจนสถานที่ไม่ขัดกับอนามัยรวมทั้งมาตรการการป้องกันและระงับอัคคีภัย

                (3) แจ้งนายอำเภทท้องที่ดำเนินการตรวจสอบพิจารณาเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การขออนุญาตตามข้อ 1 แห่งคำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 387 / 2528 ลงวันที่ 23 กันยายน 2528 และตรวจสอบว่าผู้ขออนุญาตเป็นบุคคลต้องห้ามตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 281 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2515 หรือไม่ ตลอดจนสืบสวนในทางลับว่าผู้ขออนุญาตมีวัตถุประสงค์ที่จะสร้างโรงแรมซึ่งมีลักษณะและพฤติการณ์อันขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีหรือไม่

                (4) สำหรับกรณีที่โรงแรมตั้งอยู่ริมแม่น้ำ ฝั่งทะเล ทะเลสาบ หรือชายหาด หรือที่อยู่ใกล้ หรือในอุทยานแห่งชาติ ที่มีจำนวนห้องพักตั้งแต่ 80 ห้องขึ้นไป ผู้ขออนุญาตสร้างโรงแรมจะต้องจัดทำรายงานเกี่ยวกับการศึกษาและมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบกระเทือนต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ในระยะเตรียมงานและเสนอต่อนายทะเบียน เพื่อนายทะเบียนจะได้ส่งรายงานดังกล่าวให้สำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนที่จะดำเนินการต่อไป

                เมื่อส่วนราชการที่เกี่ยวข้องได้แจ้งผลการดำเนินการตรวจสอบพิจารณา พร้อมด้วยความเห็นให้ทราบแล้ว ให้ดำเนินการรวบรวมผลการพิจารณาดังกล่าว เสนอต่อคณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองการดำเนินการตามพระราชบัญญัติโรงแรม พุทธศักราช 2478 ของจังหวัด พิจารณาตรวจสอบ กลั่นกรอง เสนอความเห็นต่อนายทะเบียนเพื่อพิจารณาสั่งการต่อไป หรือกำหนดวันนัดคณะกรรมการออกไปตรวจสอบสถานที่ก่อสร้างในคราวเดียวกันก็ได้ (เมื่อนายทะเบียนอนุญาตให้ก่อสร้างอาคารเพื่อใช้เป็นโรงแรมแล้ว จะต้องมีการตรวจสอบ ผู้ขออนุญาตได้สร้างอาคารตามแบบแปลนที่ขออนุญาตหรือไม่)

 

2. การขออนุญาตเปิดโรงแรม

                ผู้ใดประสงค์จะขออนุญาตเปิดหรือจดทะเบียนโรงแรมให้ยื่นคำร้องตามแบบ ร..1 ต่อนายทะเบียน (ผ่านอำเภอท้องที่) และรูปถ่ายของเจ้าสำนักขนาด 6 x 8 .. จำนวน 2 รูป พร้อมด้วยใบแจ้งความประสงค์ขอยื่นรายการอัตราค่าเช่าห้องพัก (แบบ ร..13) สำหรับกรณีที่ผู้ขออนุญาตได้สร้างอาคารไว้แล้ว และประสงค์จะใช้อาคารดังกล่าวเปิดดำเนินกิจการเป็นโรงแรม จะต้องแนบใบอนุญาตให้ปลูกสร้างอาคารไปด้วย พร้อมแบบแปลนก่อสร้างอาคารจำนวน 2 สำรับ และต้องยอมและให้ความสะดวกแก่นายทะเบียนหรือเจ้าพนักงานซึ่งนายทะเบียนแสดงความประสงค์เป็นหนังสือให้ไปตรวจ เข้าไปตรวจสถานที่และเครื่องใช้ในโรงแรมนั้นได้ เมื่อนายทะเบียนได้รับคำร้องดังกล่าวแล้ว ให้ดำเนินการแจ้งส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง คือ

(1) แจ้งที่ทำการโยธาจังหวัดหรือเจ้าพนักงานท้องถิ่นแล้วแต่กรณี ดำเนินการตรวจสอบสภาพการก่อสร้างอาคารว่า มีลักษณะความมั่นคงแข็งแรง เป็นไปโดยถูกต้องตามแบบแปลนหรือไม่ มาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติโรงแรม พุทธศักราช 2478

(2) แจ้งสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดหรือเจ้าพนักงานท้องถิ่นแล้วแต่กรณี ดำเนินการตรวจสอบสุขลักษณะอนามัย การถ่ายเทของอากาศ ช่องระบายอากาศ ความสะอาดเรียบร้อยของโรงแรม และสถานที่ไม่ขัดกับอนามัย ตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติโรงแรม พุทธศักราช 2478 รวมทั้งมาตรการการป้องกันและระงับอัคคีภัย

(3) กรณีที่ผู้ขออนุญาตได้สร้างอาคารไว้แล้ว และประสงค์จะใช้อาคารดังกล่าวเปิดดำเนินกิจการเป็นโรงแรม ให้แจ้งนายอำเภอท้องที่ดำเนินการตรวจสอบพิจารณาเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การขออนุญาตข้อ 1 แห่งคำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 387/2528 ลงวันที่ 23 กันยายน 2528 และตรวจสอบว่า ผู้ขออนุญาตเป็นบุคคลต้องห้ามตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 281 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2515 หรือไม่ ตลอดจนสืบสวนในทางลับว่าผู้ขออนุญาตมีวัตถุประสงค์ที่จะเปิดดำเนินกิจการโรงแรม ซึ่งมีลักษณะพฤติการณ์อันขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีหรือไม่

(4) สำหรับกรณีที่โรงแรมตั้งอยู่ริมแม่น้ำ ฝั่งทะเล ทะเลสาบ หรือชายหาดหรือที่อยู่ใกล้หรือในอุทยานแห่งชาติ ที่มีจำนวนห้องพักตั้งแต่ 80 ห้องขึ้นไป ให้นายทะเบียนส่งรายงานเกี่ยวกับการศึกษา และมาตรการการป้องกันและแก้ไขผลกระทบกระเทือนต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม ให้สำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนที่จะดำเนินการต่อไป

เมื่อส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ได้แจ้งผลการดำเนินการตรวจสอบพิจารณาพร้อมด้วยความเห็นให้ทราบแล้ว ให้ดำเนินการรวบรวมผลการพิจารณาดังกล่าวเสนอต่อคณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองการดำเนินการตาม0พระราชบัญญัติโรงแรม พุทธศักราช 2478 ของจังหวัด พิจารณา ตรวจสอบ กลั่นกรอง เสนอความเห็นต่อนายทะเบียนเพื่อพิจารณาสั่งการต่อไป หรือกำหนดวันนัดคณะกรรมการออกไปตรวจสอบสภาพการก่อสร้างอาคารในคราวเดียวกันก็ได้ (เมื่อนายทะเบียนอนุญาตให้โรงแรมเปิดดำเนินกิจการได้แล้ว จะต้องมีการตรวจตราควบคุมไม่ให้มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขต่อเติมอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน)

 

3. การขออนุญาตเปิดดำเนินกิจการโรงแรมประจำปี (การขอต่ออายุใบอนุญาต)

                ใบอนุญาตแต่ละฉบับจะใช้ได้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม ของปีที่ออกใบอนุญาต หากผู้ขออนุญาตประสงค์จะขอเปิดดำเนินการโรงแรมประจำปีต่อไป จะต้องยื่นคำร้องตามแบบ ร..1 ต่อนายทะเบียน (ผ่านอำเภอท้องที่) เสียก่อนที่ใบอนุญาตจะหมดอายุลง ไม่น้อยกว่าหนึ่งเดือน เป็นอย่างช้าทั้งนี้ ให้นายทะเบียนชี้แจงให้เจ้าของโรงแรมหรือเจ้าสำนักโรงแรมได้เข้าใจว่า จะต้องมีการตรวจสถานที่และอาคารโรงแรมทุกคราวที่ผู้ขออนุญาตประสงค์จะขออนุญาตเปิดดำเนินกิจการโรงแรมประจำปี (การขอต่ออายุใบอนุญาต)

                ให้นายทะเบียนแต่งตั้งคณะกรรมการฯ ออกไปดำเนินการตรวจโรงแรม ตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติโรงแรม พุทธศักราช 2478 แล้วรวบรวมเอกสารที่เกี่ยวข้องและรายงานการตรวจโรงแรมเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองการดำเนินการตามพระราชบัญญัติโรงแรม พุทธศักราช 2478 ของจังหวัด พิจารณาตรวจสอบ กลั่นกรอง เสนอความเห็นต่อนายทะเบียนเพื่อพิจารณาสั่งการต่อไป

                สำหรับกรณีที่โรงแรมตั้งอยู่ริมแม่น้ำ ฝั่งทะเล ทะเลสาบ หรือชายหาด หรือที่อยู่ใกล้หรือในอุทยานแห่งชาติ ที่มีจำนวนห้องพักตั้งแต่ 80 ห้องขึ้นไป ให้นายทะเบียนโรงแรมส่งรายงานฯ ให้สำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อน โดยจะต้องส่งรายงานฯ ต่อสำนักงานฯ ทุก 5 ปี (การให้ความเห็นชอบครั้งหนึ่งมีผลเป็นระยะเวลา 5 ปี)

 

4. การขออนุญาตเปลี่ยนแปลงการดำเนินกิจการเกี่ยวกับโรงแรม

                การขออนุญาตเปลี่ยนชื่อหรือยี่ห้อ การย้ายสถานที่ การเพิ่มหรือลด จำนวนห้องสำหรับพักแห่งโรงแรมการแจ้งความประสงค์จะเลิกดำเนินกิจการโรงแรม หรือการแจ้งเหตุที่สมุดจดนามผู้พักสูญหายให้ใช้แบบ ร..2 ส่วนการแจ้งเหตุที่มีการเปลี่ยนเจ้าของหรือเจ้าสำนักโรงแรม ให้ใช้แบบ ร..3 สำหรับการแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือต่อเติมอาคารโรงแรมอันเป็นการเพิ่มจำนวนห้องพักของโรงแรม ซึ่งมีพฤติการณ์ส่อให้เห็นถึงวัตถุประสงค์อันขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีให้ถือนโยบายไม่อนุญาต


 

กฎหมายเกี่ยวกับสถานบริการ

ขั้นตอนการปฏิบัติเกี่ยวกับสถานบริการ

 

1. การขออนุญาต

                1.1 สถานบริการซึ่งจะต้องาขออนุญาต คือ สถานบริการที่ตั้งขึ้นเพื่อให้บริการ โดยหวังประโยชน์ในทางการค้าตามความในมาตรา 3(1) และ (2) แห่งพระราชบัญญัติสถานบริการดังต่อไปนี้

                                (1) สถานเต้นรำ รำวง หรือ รองเง็ง ประเภทที่มีและประเภทที่ไม่มีหญิงพาตเนอร์บริการ ได้แก่ ไนต์คลับ บาร์ และภัตตาคาร เป็นต้น ซึ่งมีการเต้นรำ รำวง หรือรองเง็ง ทั้งที่มีหญิงพาตเนอร์และไม่มีหญิงพาตเนอร์ ทั้งนี้จะจัดให้มีสุรา น้ำชา หรือเครื่องดื่มจำหน่ายหรือจัดให้การแสดงดนตรี หรือการแสดงอื่นใดเพื่อการบันเทิงด้วยก็ได้

                                (2) สถานที่ที่มีอาหาร สุรา น้ำชา หรือเครื่องดื่มอย่างอื่นจำหน่าย และบริการโดยมีหญิงบำเรอสำหรับปรนนิบัติลูกค้า หรือโดยมีที่สำหรับพักผ่อนหลับนอน หรือมีบริการนวดให้แก่ลูกค้า ได้แก่ สถานที่ขายอาหาร สุรา หรือเครื่องดื่มอย่างอื่นซึ่งมีหญิงบำเรอแต่ไม่มีการเต้นรำ เช่น ภัตตาคารที่มีหญิงบำเรอนั่งร่วมโต๊ะปรนนิบัติลูกค้า หรือโรงน้ำชาที่มีเตียงพักผ่อนหลับนอน และมีบริการนวดให้แก่ลูกค้า เป็นต้น

                                (3) สถานอาบน้ำ นวด หรืออบตัว ซึ่งมีผู้บริการให้แก่ลูกค้า ได้แก่ สถานอาบน้ำ นวด หรืออบตัว ซึ่งมีผู้บริการนวดแก่ลูกค้า รวมตลอดถึงร้านตัดผมหรือดัดผมซึ่งมีห้องนวดแก่ลูกค้าด้วย

                1.2 สถานบริการที่ไม่ต้องขออนุญาตจัดตั้ง แต่ต้องแจ้งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการทราบก่อนจัดตั้งไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน คือ สถานบริการที่ตั้งขึ้นเพื่อให้บริการโดยหวังประโยชน์ในทางการค้า ตามความในมาตรา 3 (4) แห่งพระราชบัญญัติสถานบริการฯ ดังนี้

                                (4) สถานที่ที่มีอาหาร สุรา น้ำชา หรือเครื่องดื่มอย่างอื่นจำหน่าย โดยจัดให้มีการแสดงดนตรีหรือการแสดงอื่นใด เพื่อการบันเทิงได้แก่ ร้านคอฟฟี่ช๊อฟ ร้านขายอาหารหรือเครื่องดื่ม โดยจัดให้มีการแสดงดนตรีหรือการแสดงอย่างอื่นเพื่อการบันเทิง เป็นต้น

                1.3 ในกรุงเทพมหานคร ให้สารวัตรท้องที่ในจังหวัดให้นายอำเภอท้องที่เป็นผู้รับเรื่องราวคำขออนุญาตตั้งสถานบริการจากผู้ขออนุญาต โดยใช้แบบ สบ.1 ท้ายกฎกระทรวง และดำเนินการไปตามขั้นตอนรายละเอียดที่กำหนดไว้ตามคำสั่งกระทรวงมหาดไทยที่ 183/2521 เรื่อง การปฏิบัติตามพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.. 2509 ลงวันที่ 28 สิงหาคม 2521

                1.4 ปัจจุบัน กระทรวงมหาดไทยมีนโยบายเกี่ยวกับสถานบริการตามมาตรา 3 (1) (2) และ (3) ไว้ว่า จะไม่อนุญาตให้มีการเปิดสถานบริการดังกล่าวขึ้นใหม่อีก เว้นแต่ของเดิมที่มีอยู่ก็ให้คงมีอยู่ต่อไป

                1.5 เพื่อเป็นการสนับสนุนนโยบายเกี่ยวกับการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวอื่นๆ อันมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ และเป็นการแก้ไขปัญหาการขาดดุลการค้า และดุลการชำระเงินที่ประเทศเผชิญอยู่ในขณะนี้ กระทรวงมหาดไทยจึงได้พิจารณาผ่อนผันนโยบายให้จัดตั้งสถานบริการตามมาตรา 3 (1) เฉพาะประเภทที่ไม่มีหญิงพาตเนอร์บริการขึ้น ในเขตท้องที่อันเป็นแห่งท่องเที่ยวตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนด โดยอนุญาตให้จัดตั้งขึ้นในโรงแรมที่ได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.. 2520 หรือในโรงแรมเพื่อการท่องเที่ยวสำรับใช้ประกอบการพิจารณาผ่อนผันอนุญาตให้ตั้งสถานบริการตามที่กระทรวงมหาดไทยได้กำหนดมาตรฐานไว้

 

2. การขอต่ออายุใบอนุญาต

                ตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.. 2509 บัญญัติไว้ว่า ใบอนุญาตให้ตั้งสถานบริการให้ใช้ได้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม ของปีที่ออกใบอนุญาต และผู้รับอนุญาตที่ประสงค์จะขอต่อใบอนุญาตจะต้องยื่นคำขอเสียก่อนใบอนุญาตสิ้นอายุ

                ในการพิจารณาต่ออายุใบอนุญาต ให้สารวัตรท้องที่หรือนายอำเภอท้องที่ตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ขอต่ออายุใบอนุญาตเสียให้ถูกต้องตามมาตรา 6 แล้วเสนอความเห็นว่า ควรอนุญาตหรือไม่ตามลำดับขั้น เพื่อผู้บัญชาการตำรวจนครบาลหรือผู้ว่าราชการจังหวัดสั่งการแล้วแต่กรณี แต่ถ้าสถานบริการนั้นอาคารสถานที่อนุญาตมีลักษณะที่ขัดต่อมาตรา 7 หรือ มีเหตุผลอย่างอื่นที่ไม่สมควรให้ต่ออายุใบอนุญาตตามมาตรา 21 เช่น ผู้รับอนุญาตขาดคุณสมบัติดำเนินกิจการสถานบริการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมก็ดี ดำเนินกิจการโดยไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้หรือฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้สารวัตรท้องที่หรือนายอำเภทท้องที่รายงานเสนอเหตุผลที่ไม่ให้ต่ออายุใบอนุญาตโดยละเอียดตามลำดับขั้น เพื่อผู้บัญชาการตำรวจนครบาลหรือผู้ว่าราชการจังหวัดพิจารณาสั่งการแล้วแต่กรณี เมื่อดำเนินการพิจารณาแล้วให้รายงานผลต่อการอายุให้ตั้งสถานบริการตามมาตรา 3 (1) (2) และ (3) ให้กระทรวงมหาดไทยทราบภายในวันที่ 1 มีนาคม ของทุกปี รวมทั้งผลการรับแจ้งการจัดตั้งสถานบริการตามมาตรา 3 (4)

 

3. การขอเปลี่ยนผู้รับอนุญาตหรือผู้ดำเนินกิจการ

                ในกรณีสถานบริการบางแห่งร้องขอเปลี่ยนผู้รับอนุญาต หรือในกรณีที่นิติบุคคลซึ่งเป็นผู้รับอนุญาตขอเปลี่ยนบุคคล ซึ่งเป็นผู้ดำเนินกิจการสถานบริการแทนนิติบุคคล การขอเปลี่ยนแปลงทั้งสองกรณีนี้ ให้ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลหรือผู้ว่าราชการจังหวัดแล้วแต่กรณีถือปฏิบัติดังนี้

                3.1 กรณีที่มีการขอเปลี่ยนผู้รับอนุญาต กรณีเช่นนี้ถือได้ว่า เป็นการโอนใบอนุญาตซึ่งตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการมิได้กำหนดไว้ให้โอนแก่กันได้แต่อย่างใด ฉะนั้นพนักงานเจ้าหน้าที่จึงไม่มีอำนาจที่จะอนุญาตให้เปลี่ยนผู้รับอนุญาตหรือโอนใบอนุญาตให้แก่กันได้

                3.2 กรณีที่นิติบุคคลซึ่งเป็นผู้รับอนุญาตขอเปลี่ยนบุคคลซึ่งเป็นผู้ดำเนินกิจการแทนนิติบุคคลให้อยู่ในดุลยพินิจของพนักงานเจ้าหน้าที่พิจารณาตามที่เห็นสมควร หากเห็นสมควรอนุญาตให้แก้ไขใบอนุญาตตามคามประสงค์ของผู้ขอได้โดยไม่ต้องเรียกเก็บค่าธรรมเนียมและให้จดแจ้งไว้เป็นหลักฐานในใบอนุญาตให้ชัดเจนว่า ได้มีการเปลี่ยนผู้ดำเนินกิจการสถานบริการแทนนิติบุคคลและให้ปิดรูปถ่ายของผู้ดำเนินกิจการแทนไว้ด้วยตามคำสั่งกระทรวงมหาดไทยที่ 483/2521 ลงวันที่ 28 สิงหาคม 2521

 

4. การย้าย แก้ไขเปลี่ยนแปลง หรือต่อเติมสถานบริการ

                เกี่ยวกับการย้าย แก้ไขเปลี่ยนแปลง หรือต่อเติมสถานบริการ ซึ่งตามพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.. 2509 มาตรา 13 บัญญัติไว้ว่า ห้ามมิให้ผู้รับอนุญาตตั้งสถานบริการย้าย แก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือต่อเติมสถานบริการ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากพนักงานเจ้าหน้าที่จึงให้ถือปฏิบัติดังนี้

                4.1 เรื่องการย้ายสถานที่ ห้ามมีการย้ายสถานบริการอีกต่อไป เว้นแต่มีเหตุจำเป็นหรือเหตุสุดวิสัย เช่น ไฟไหม้ ซึ่งการสอบสวนฟังไม่ได้ว่า เป็นต้น เพลิงหรือกรณีถูกไล่ที่และเป็นการขอย้ายไปตั้งอยู่ภายในท้องที่จังหวัดเดียวกันกับที่ตั้งเดิม ก็ให้ผ่อนผันอนุญาตได้

                4.2 การขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงภายในและภายนอกสถานบริการ ถ้าพนักงานเจ้าหน้าที่เห็นว่ามีเหตุผลจำเป็นจะอนุญาตก็ได้ แต่ถ้าผู้รับอนุญาตแก้ไขเปลี่ยนแปลงไปก่อนได้รับอนุญาต พนักงานเจ้าหน้าที่ก็มีอำนาจสั่งไม่ต่ออายุใบอนุญาตหรือสั่งพักใช้ใบอนุญาตหรือสั่งเพิกถอนใบอนุญาตได้

                ส่วนการเปลี่ยนแปลงสถานบริการประเภทอาบน้ำ นวด หรืออบตัว ซึ่งมีผู้บริการให้แก่ลูกค้าโดยเป็นร้านตัดผมหรือตัดผมด้วย ให้เหลือแต่บริการอาบน้ำ นวด หรืออบตัวซึ่งมีผู้บริการให้แก่ลูกค้าแต่อย่างเดียวนั้นให้ถือนโยบายในทางไม่อนุญาต

                4.3 การต่อเติม สำหรับการต่อเติมสถานบริการนี้ ถ้าหากขอต่อเติมสถานที่ให้กว้างขว้างออกไป โดยไม่พอเพิ่มห้องบริการแล้วให้อยู่ในดุลยพินิจของพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าสมควรจะอนุญาตหรือไม่แต่ถ้าต่อเติมโดยขอเพิ่มห้องบริการด้วย จะพิจารณาให้เพิ่มเท่าที่เห็นว่าจะเป็นเพื่อปรับปรุงกิจการสถานที่ให้ดีขึ้นโดยจำนวนจำกัด หากขอเพิ่มมีจำนวนเกินสมควรจนดูเสมือนว่าเป็นการเพิ่มสถานบริการขึ้นแล้ว ก็จะไม่อนุญาตให้เพิ่มอีก เพราะการเพิ่มห้องบริการเท่ากับเป็นการขยายกิจการให้กว้างขวางขึ้น เมื่อมีห้องบริการเพิ่มขึ้นก็ดูเสมือนว่าเป็นการเพิ่มสถานบริการขึ้นมาอีกนั่นเอง ตามคำสั่งกระทรวงมหาดไทยที่ 483 – 2521 ลงวันที่ 28 สิงหาคม 2521

 

5. การโอนกิจการ

                การโอนกิจการถือว่าเป็นการขออนุญาตใหม่ ซึ่งมีนโยบายไม่อนุญาต เว้นแต่การโอนกิจการตามคำพิพากษาหรือคำสั่งศาล โดยถือหลักปฏิบัติดังนี้

                5.1 ในกรณีการขอโอนตามคำพิพากษาของศาลหรือคำสั่งของศาล โดยมีการนำสืบพยานหลักฐานข้อเท็จจริงและวินิจฉัยตามข้อกฎหมายแล้ว และเป็นการกระทำโดยสุจริตให้พนักงานเจ้าหน้าที่อนุญาตให้โอนแก่กันได้

                5.2 ถ้าเป็นกรณีที่นำคดีขึ้นฟ้องร้องต่อศาล และคู่กรณีทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน เพื่อมิให้มีผู้ฉวยโอกาสเอาประโยชน์แห่งช่องว่างของกฎหมายและนโยบายของกระทรวงมหาดไทยมาใช้ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการรวบรวมหลักฐานพร้อมชี้แจงแสดงเหตุผลและความเห็น เสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยพิจารณาอนุญาตเป็นรายๆ ไป

                ตามคำสั่งกระทรวงมหาดไทยที่ 483/2521 ลงวันที่ 28 สิงหาคม 2521 และหนังสือกระทรวงมหาดไทยที่ มท 0204/0388 ลงวันที่ 31 มีนาคม 2524

 

6. การตรวจตราควบคุมสถานบริการ

                ในกรุงเทพมหานคร ให้นายตำรวจท้องที่ตั้งแต่สารวัตรขึ้นไปในจังหวัดอื่น ตั้งแต่นายอำเภอท้องที่ขึ้นไป มีหน้าที่ตรวจตราสอดส่องสถานบริการที่ได้รับอนุญาตถูกต้องตามกฎหมายให้ปฏิบัติตามกฎหมายโดยเคร่งครัด ตามคำสั่งกระทรวงมหาดไทยที่ 483/2521 ลงวันที่ 28 สิงหาคม 2521

 

7. การกวดขันเวลาเปิดปิดสถานบริการ

                ในกรุงเทพมหานคร ให้นายตำรวจท้องที่ตั้งแต่สารวัตรขึ้นไปในจังหวัดอื่น ตั้งแต่นายอำเภอท้องที่ขึ้นไปกวดขันเวลาเปิดปิดสถานบริการที่รับอนุญาตให้เป็นไปตามกฎหมายโดยเคร่งครัดถ้าปรากฏว่าสถานบริการใด ผู้รับอนุญาตฝ่าฝืนเวลาเปิดปิดตามกฎหมายให้จับกุมดำเนินคดีทุกรายแล้ว รายงานเสนอผู้บัญชาการตำรวจนครบาลหรือผู้ว่าราชการจังหัดทราบตามคำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 483/2521 ลงวันที่ 28 สิงหาคม 2521

 

8. การรับอุทธรณ์

                8.1 ในกรณีพนักงานเจ้าหน้าที่ไม่ออกใบอนุญาต หรือไม่ต่ออายุใบอนุญาตให้ตั้งสถานบริการในกรุงเทพมหานคร ผู้ขออนุญาตหรือผู้ขอต่ออายุใบอนุญาตมีสิทธิอุทธรณ์ต่ออธิบดีกรมตำรวจในจังหวัดอื่นผู้ขออนุญาตหรือผู้ขอต่ออายุใบอนุญาตมีสิทธิอุทธรณ์ต่อปลัดกระทรวงมหาดไทยทั้งนี้ จะอุทธรณ์โดยตรงก็ได้หรือจะอุทธรณ์ต่อสารวัตรท้องที่หรือนายอำเภทท้องที่ก็ได้ การอุทธรณ์ให้กระทำภายในกำหนดสามสิบวัน นับแต่วันได้รับหนังสือพนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งการไม่อนุญาตหรือไม่ต่ออายุใบอนุญาต ตามมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติสถานบริการฯ

                8.2 ในกรณีผู้รับขออนุญาตจัดตั้งสถานบริการที่ได้รับคำสั่งพักใช้ หรือ เพิกถอนใบอนุญาตจะอุทธรณ์คำสั่งต่อปลัดกระทรวงมหาดไทย หรือต่ออธิบดีกรมตำรวจ แล้วแต่กรณี โดยตรงก็ได้ หรือจะอุทธรณ์ต่อสารวัตรท้องที่หรือนายอำเภทท้องที่ก็ได้ การอุทธรณ์ให้ยื่นภายในกำหนด 15 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือพนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งการสั่งพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาต ตามมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติสถานบริการ

                สำหรับในกรณีอุทธรณ์ต่อสารวัตรท้องที่หรือนายอำเภอท้องที่ ให้สารวัตรท้องที่หรือนายอำเภอท้องที่บันทึกเสนอเรื่องราวโดยย่อถึงพฤติการณ์อันเป็นเหตุให้ผู้นั้นถูกสั่งพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตแนบหนังสืออุทธรณ์เสนอไปโดยลำดับจนถึงปลัดกระทรวงมหาดไทยหรืออธิบดีกรมตำรวจแล้วแต่กรณี

                เมื่อปลัดกระทรวงมหาดไทยหรืออธิบดีกรมตำรวจ มีคำสั่งในอุทธรณ์เป็นการใดให้สารวัตรท้องที่หรือนายอำเภอท้องที่แจ้งให้ผู้อุทธรณ์ทราบเป็นหนังสือ และให้สารวัตรท้องที่หรือนายอำเภอท้องที่ปฏิบัติการให้เป็นไปตามคำสั่งของปลัดกระทรวงมหาดไทย หรืออธิบดีกรมตำรวจโดยเคร่งครัด

 

หลักฐานการแจ้งการตั้งสถานบริการตาม ม. 3 (4)

1.       1.       ทะเบียนการค้า (ตัวจริง สำเนาคำขอไม่ได้)

2.       2.       ทะเบียนพาณิชย์

3.       3.       ใบอนุญาตขายสุรา

4.       4.       ใบอนุญาตขายยาสูบ (ถ้าขายต้องมี)

5.       5.       ใบสะสมอาหาร

6.       6.       รูปถ่ายขนาด 2 นิ้ว จำนวน 3 รูป (ของผู้แจ้งการตั้ง)

7.       7.       ใบรับรองแพทย์ (ของผู้แจ้งการตั้ง)

8.       8.       สำเนาทะเบียนบ้าน, สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน (ของผู้แจ้งการตั้ง)

9.       9.       หนังสือยืนยันการเป็นเจ้าของอาคารสถานที่ตั้งสถานบริการ เช่น สำเนาทะเบียนบ้าน

10.   10.    หนังสือยินยอมของเจ้าของอาคารที่สถานบริการจะตั้ง (กรณีอาคารไม่เป็นของผู้แจ้ง)

11.   11.    สำเนาบัตรประชาชน, สำเนาทะเบียนบ้านของเจ้าของอาคารสถานที่ตั้ง

12.   12.    แผนที่ตั้งอาคาร 2 ชุด

13.   13.    แผนที่แสดงลักษณะภายในสถานบริการ 2 ชุด

14.   14.    ในกรณีที่ห้างหุ้นส่วน หรือบริษัท เป็นผู้แจ้งการตั้ง ผู้แจ้งการตั้งจะต้องเป็นผู้แทนของนิติบุคคลนั้นๆ พร้อมเอกสารการจดทะเบียนเป็นห้างหุ้นส่วน หรือบริษัท

15.   15.    หนังสือรับรองห้างหุ้นส่วน หรือบริษัท กรณีที่ผู้แจ้งการตั้งเป็นห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท

16.   16.    จะต้องนำผู้ที่อาศัยอยู่ข้างเคียง หรือพักอาศัยอยู่ในอาคารเดียวกัน มาสอบเป็นพยาน

17.   17.    สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาทะเบียนบ้านของพยานที่จะนำมาสอบปากคำ 2 คน

18.   18.    ถ่ายภาพสี ขนาดโปสการ์ด ด้านหน้า ด้านหลัง ด้านทางขวา ซ้าย ห้องน้ำ ส้วมชาย และหญิง เค้าเตอร์ เก้าอี้นั่ง มาประกอบการพิจารณาด้วย

 

หมายเหตุ :          หลักฐานที่นำมาแสดงทุกอย่างจะต้องตรงกันหมด เช่น ชื่อ ชื่อสกุล บ้านเลขที่ ชื่อร้านที่จะประกอบกิจการ


 

กฎหมายเกี่ยวกับธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์

 

คำอธิบายพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.. 2535

                ในการพิจารณาออกพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ ได้เริ่มมาตั้งแต่ปี 2528 ผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีถึงสองครั้งสองสมัยและครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2535 ก่อนเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติให้ความเห็นชอบและประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2535 โดยให้มีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 18 พฤษภาคม 2535 เป็นต้นมา

                ต่อมาเนื่องจากภาวการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปมาก จึงได้มีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายฉบับดังกล่าวนี้ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น รัฐบาลจึงได้เสนอขอแก้ไขปรับปรุงกฎหมายต่อรัฐสภาพให้ความเห็นชอบ ออกเป็นพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ (ฉบับที่ 2) .. 2545 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2545 โดยมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2545 เป็นต้นมา

                พระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.. 2535 มีวัตถุประสงค์ให้การส่งเสริมและควบคุมการประกอบธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ให้เป็นระเบียบ และได้มาตรฐานเพื่อประโยชน์ของบุคคลทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องและของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศ โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเป็นผู้รักษาการและเป็นผู้ออกกฎกระทรวง และให้คณะกรรมการธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ ซึ่งมีประธาน ททท. (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา) เป็นประธานและกรรมการอีก 23 คน จากหน่วยราชการและจากองค์กรเอกชนเป็นคณะผู้กำกับดูแลการปฏิบัติงาน โดยมีนายทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์กรุงเทพมหานคร เป็นเลขานุการ

                ในส่วนที่เกี่ยวกับธุรกิจนำเที่ยวห้ามผู้ใดประกอบธุรกิจนำเที่ยวโดยไม่มีใบอนุญาต หากประสงค์ประกอบการต้องยื่นคำขอใบอนุญาตพร้อมทั้งหลักฐานแสดงคุณสมบัติที่กำหนด เมื่อนายทะเบียนจะออกใบอนุญาตซึ่งมีอายุ 2 ปี ให้ผู้ประกอบการวางหลักประกันไว้กับ ททท. เพื่อนำไปชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ร้องเรียน หากมีดอกผลเกิดจากหลักประกันให้ตกเป็นของผู้ประกอบการในระยะที่ถือใบอนุญาต ต้องประกอบการให้ได้มาตรฐานและจัดส่งเอกสารโฆษณาให้นายทะเบียนทราบในกรณีประสงค์จะขอใบแทนและหรือต่ออายุใบอนุญาต ให้ยื่นแบบคำขอพร้อมกับหลักฐานที่กำหนด

                ในส่วนของมัคคุเทศก์ก็เช่นกัน ห้ามเป็นมัคคุเทศก์โดยไม่มีใบอนุญาต ในการขอใบอนุญาตผู้ยื่นคำขอต้องมีสัญชาติไทย และต้องมีวุฒิบัตรแสดงว่าผ่านการอบรมวิชามัคคุเทศก์เป็นคุณสมบัติหลัก ขณะปฏิบัติงานมัคคุเทศก์ต้องติดใบอนุญาตซึ่งมีอายุ 4 ปี และเครื่องหมายเป็นมัคคุเทศก์ตลอดจนประพฤติตนให้เหมาะสม ในกรณีที่ต้องการขอใบแทนหรือต่ออายุใบอนุญาตตลอดจนขอเครื่องหมายเป็นมัคคุเทศก์ใหม่ ให้ยื่นคำขอพร้อมกับหลักฐานตามที่กฎหมายกำหนด

                สำหรับการออกใบอนุญาต ใบแทนและต่ออายุใบอนุญาต ตลอดจนการควบคุมผู้ประกอบการและมัคคุเทศก์ให้ปฏิบัติตามกฎหมาย ให้เป็นหน้าที่ของนายทะเบียน และหากนายทะเบียนปฏิบัติการไม่เหมาะสมไม่เป็นธรรม ผู้ประกอบการ มัคคุเทศก์และผู้ร้องเรียนสามารถอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ก็ได้ ซึ่งรายละเอียดและขั้นตอนในการขออนุญาตต่างๆ จะได้ขอกล่าวในลำดับต่อไป

 

คำจำกัดความประเภท เงื่อนไขการขอและขั้นตอนการพิจารณาการออกใบอนุญาต

            1. ธุรกิจนำเที่ยว

            คำจำกัดความของธุรกิจนำเที่ยว

                “ธุรกิจนำเที่ยว” ตามมาตรา 3 แห่ง พ...ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.. 2535 นั้นมุ่งหมายถึง “การนำเที่ยว” เป็นสำคัญ โดยต้องมีการติดต่อโดยตรงกับนักท่องเที่ยว เพื่อจัดบริการในการไปท่องเที่ยว ณ ที่ต่างๆ ส่วนจะมีการจัดบริการด้านการเดินทาง สถานที่พัก อาหารหรือมัคคุเทศก์หรือไม่ หรือมีมากน้อยเพียงใดเป็นเพียงส่วนหนึ่งของ “การนำเที่ยว” เท่านั้น

                “ธุรกิจนำเที่ยว” นี้ไม่รวมถึงธุรกิจให้เช่ายานพาหนะเพื่อการเดินทาง ธุรกิจรับจ้างขนส่งผู้เดินทาง ธุรกิจโรงแรม หรือธุรกิจร้านอาหาร นอกจากนั้น “ธุรกิจนำเที่ยว” จำต้องเป็นการนำเที่ยวในเชิงธุรกิจด้วย กล่าวคือ ต้องมีการดำเนินการเป็นกิจการโดยมีผลตอบแทนในลักษณะธุรกิจ “ธุรกิจนำเที่ยว” จึงไม่รวมถึงการไปทอดกฐิน การไปทองผ้าป่า และการทัศนศึกษาเป็นครั้งคราว ดังนั้น บริษัทให้เช่ารถนำเที่ยวและบริษัทผู้แทนจำหน่ายบัตรโดยสารจึงไม่เป็นธุรกิจนำเที่ยว

 

                ประเภทของธุรกิจนำเที่ยว

                กฎกระทรวงที่ออกตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.. 2535 ได้มีการแบ่งประเภทของธุรกิจนำเที่ยวออกเป็น 3 ประเภท เนื่องจากธุรกิจนำเที่ยวมีขนาดกิจการที่ต่างกัน ดังนี้

                1. ธุรกิจนำเที่ยวเฉพาะพื้นที่ หมายถึง การนำเที่ยวในจังหวัด และเขตจังหวัดที่ติดต่อกัน

                2. ธุรกิจนำเที่ยวในประเทศ หมายถึง การนำเที่ยวไปยังสถานที่หนึ่งสถานที่ใดในราชอาณาจักร (Domestic)

                3. ธุรกิจนำเที่ยวต่างประเทศ หมายถึง การนำเที่ยวไปยังต่างประเทศ (Outbound) หรือการนำชาวต่างประเทศท่องเที่ยวในประเทศ (Inbound) และรวมถึงการนำเที่ยวในราชอาณาจักร (Domestic) ด้วย

 

                เงื่อนไขการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว

                1. ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวให้มีเงื่อนไข ดังนี้

                                . ใบอนุญาตประเภทเฉพาะที่ สามารถประกอบธุรกิจนำเที่ยวภายในเขตจังหวัดที่สถานที่ประกอบการตั้งอยู่ และหรือนำเที่ยวไปยังจังหวัดที่มีเขตพื้นที่ติดต่อกับจังหวัดนั้น

                                . ใบอนุญาตประเภทในประเทศ สามารถประกอบธุรกิจนำเที่ยวได้ทั่วราชอาณาจักร

                                . ใบอนุญาตประเภทต่างประเทศ สามารถประกอบธุรกิจนำเที่ยวไปยังต่างประเทศและหรือนำนักท่องเที่ยวมาท่องเที่ยวภายในราชอาณาจักร

 

                ขั้นตอนการพิจารณาออกใบอนุญาต

                พระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.. 2535 มาตรา 14 ได้กำหนด “ห้ามมิให้ผู้ใดประกอบธุรกิจนำเที่ยว เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน” และกฎกระทรวงฉบับที่ 1 ได้ระบุให้ผู้ประสงค์จะประกอบธุรกิจนำเที่ยวต้องยื่นคำขอใบอนุญาตตามแบบที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยกำหนดไว้ และเมื่อได้รับใบอนุญาตแล้วต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติฯ และกฎกระทรวงกำหนดไว้

                สำหรับการออกใบอนุญาต นายทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ เป็นผู้พิจารณาในการออกใบอนุญาตให้ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว ดังนั้น เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติงานให้สอดคล้องกันและประสานประโยชน์ของผู้เกี่ยวข้องมีขั้นตอนการพิจารณา ดังนี้

                1. แบบคำขอ ขอรับได้ที่สำนักงานจังหวัด สำนักงานทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์และสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยทุกแห่ง

                2. หน่วยงานรับคำขอ รับคำขอใบอนุญาตพร้อมเอกสารประกอบคำขอตามที่พระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.. 2535 และที่ระบุไว้ในกฎกระทรวงแล้ว ตรวจสอบความถูกต้องของคำขอและเอกสารก่อนคืนต้นฉบับและออกใบรับคำขอสำหรับธุรกิจนำเที่ยวให้แก่ธุรกิจนั้นๆ ไว้เป็นหลักฐาน

                3. หน่วยงานรับคำขอและเอกสารประกอบในรายละเอียดอีกครั้ง หากเอกสารใดยังไม่ถูกต้องสมบูรณ์ ต้องแจ้งให้ผู้อื่นยื่นคำขอนำเอกสารเพิ่มเติมภายใน 15 วัน

                4. หน่วยงานรับคำขอ ออกหนังสือแจ้งให้ผู้ยื่นคำขอทราบกำหนดวันและเวลาที่จะส่งพนักงานเจ้าหน้าที่ไปตรวจสถานที่ตามที่ผู้ยื่นคำขอแจ้ง เพื่อประกอบการพิจารณาออกใบอนุญาต

                5. กรณีสำนักงานจังหวัดเป็นหน่วยงานรับคำขอ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเสนอความเห็นให้ออกใบอนุญาตหรือไม่ออกใบอนุญาตต่อนายทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ผู้รับผิดชอบเขตนั้นๆ เพื่อให้นายทะเบียนพิจารณาดำเนินการต่อไป

                6. กรณีออกใบอนุญาต ให้นายทะเบียนมีหนังสือแจ้งให้ผู้ยื่นคำขอทราบภายใน 60 วันนับแต่วันที่ได้รับคำขอ

                7. กรณีไม่ออกใบอนุญาต ให้นายทะเบียนมีหนังสือแจ้งให้ผู้ยื่นคำขอทราบภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำขอ และถ้าเป็นกรณีสำนักงานจังหวัดเป็นหน่วยงานรับคำขอ ให้นายทะเบียนแจ้งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทราบคำขอ

                8. ในหนังสือแจ้งให้ผู้ยื่นคำขอไปรับใบอนุญาต ให้แจ้งด้วยว่า ผู้ยื่นคำขอต้องนำหลักฐานเหล่านี้มาติดต่อขอรับใบอนุญาต ณ สำนักงานทะเบียนฯ หรือสำนักงานจังหวัดที่ตนยื่นคำขอไว้ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้ง คือ

                                - หนังสือแจ้งให้ไปรับใบอนุญาต

                                - ใบรับคำขอสำหรับธุรกิจนำเที่ยว

                                - หลักประกัน

                                - ค่าธรรมเนียมการออกใบอนุญาต

                9. ในกรณีต่ออายุและออกใบแทนใบอนุญาต หน่วยงานรับคำขอ รับคำขอพร้อมหลักฐานที่ระบุในกฎกระทรวงเสนอให้นายทะเบียนพิจารณาอนุญาต แล้วแจ้งให้ผู้ยื่นไปรับใบอนุญาตหรือใบแทนพร้อมชำระค่าธรรมเนียม ในกรณีหลักประกันหมดอายุต้องระวางหลักประกันใหม่ก่อน

 

                คุณสมบัติของผู้ขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว

                1. บุคคลธรรมดา

(‏א)  (א)           สัญชาติไทย

(‏ב)  (ב)           มีอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบปีบริบูรณ์

(‏ג)    (ג)           มีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรไทย

(‏ד)   (ד)           ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย

(‏ה)  (ה)           ไม่เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ

(‏ו)    (ו)           ไม่เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำตามความผิดลหุโทษ

(‏ז)    (ז)           ไม่เป็นผู้อยู่ระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาต

(‏ח)  (ח)           ไม่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาต แต่ถ้าเคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตต้องถูกเพิกถอนมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี

 

ค่าธรรมเนียมและหลักประกันใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว

ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวจะต้องชำระค่าธรรมเนียมและวางหลักประกันตามอัตราดังนี้

. ค่าธรรมเนียมใบอนุญาต

(‏א)  (א)           เฉพาะพื้นที่ ฉบับละ 100 บาท

(‏ב)  (ב)           ในประเทศ ฉบับละ 300 บาท

(‏ג)    (ג)           ต่างประเทศ ฉบับละ 500 บาท

. หลักประกัน

(‏א)  (א)           เฉพาะพื้นที่ ต้องวางหลักประกันเป็นจำนวนเงิน 10,000 บาท

(‏ב)  (ב)           ในประเทศ ต้องวางหลักประกันเป็นจำนวนเงิน 50,000 บาท

(‏ג)    (ג)           ต่างประเทศ ต้องวางหลักประกันเป็นจำนวนเงิน 200,000 บาท เว้นแต่มิได้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวไปยังสถานที่หนึ่งที่ใดในต่างประเทศต้องวางหลักประกันเป็นจำนวนเงิน 100,000 บาท

. ประเภทของหลักประกัน

(‏א)  (א)           เงินสด

(‏ב)  (ב)           หนังสือค้ำประกันของธนาคาร

(‏ג)    (ג)           พันธบัตรรัฐบาลไทย ชนิดที่ขายคืนได้ก่อนครบกำหนดชำระเงิน

(‏ד)   (ד)           พันธบัตรรัฐวิสาหกิจที่รัฐบาลไทยค้ำประกันต้นเงินและดอกเบี้ย ชนิดที่ขายคืนได้ก่อนครบกำหนด

 

ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวมีอายุ 2 ปี นับแต่วันที่ออกใบอนุญาต

การขอต่ออายุใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว

                1. การต่ออายุ

                                ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวต้องขอต่ออายุใบอนุญาต ภายใน 120 วัน ก่อนใบอนุญาตสิ้นอายุประกอบธุรกิจนำเที่ยวนับแต่วันที่ใบอนุญาตสิ้นอายุ และต้องคืนใบอนุญาตภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ใบอนุญาตสิ้นอายุ หากไม่คืนจะต้องถูกปรับไม่เกิน 1,000 บาท

                2. เอกสารที่ใช้ในการยื่นขอต่อใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว

(‏א)  (א)           แบบคำขอต่อใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว

(‏ב)  (ב)           ภาพถ่ายใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว พร้อมรับรองสำเนาถูกต้องโดยกรรมการผู้มีอำนาจ

(‏ג)    (ג)           เอกสารรายชื่อ สัญชาติ จำนวนหุ้นของผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคน รับรองความถูกต้องโดยหุ้นส่วนหุ้นส่วนสามัญ)

(‏ד)   (ד)           หนังสือรับรองของนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท  ซึ่งรับรองไว้ไม่เกิน 6 เดือน แสดงมหาชนจำกัด พร้อมวัตถุประสงค์การดำเนินธุรกิจนำเที่ยว (กรณีเป็นนิติบุคคล)

(‏ה)  (ה)           ภาพถ่ายบัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรประจำตัวข้าราชการ หรือบัตรประจำตัวพนักงาน บัตรประจำตัวคนต่างด้าวหรือภาพถ่ายหนังสือเดินทาง (Passport) ของผู้เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการหรือกรรมการที่มีอำนาจลงลายมือชื่อผูกพันห้างฯ หรือบริษัททุกคนและใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) หรือหนังสือรับรองถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย ซึ่งรับรองโดยหุ้นส่วนผู้จัดการหรือผู้จัดการมีอำนาจพร้อมรับรองสำเนาถูกต้อง และต้นฉบับ

(‏ו)    (ו)           บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) ปีปัจจุบัน (บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นที่บริษัทจะต้องส่งให้นายทะเบียนประจำทุกปี ภายหลังการประชุมผู้ถือหุ้น) ฉบับรับรองโดยนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท (กรณีบริษัทมหาชนจำกัด)

(‏ז)    (ז)           หลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองสถานที่ที่ใช้เป็นสำนักงาน เช่น สัญญาซื้อขาย หนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่ พร้อมหลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองของผู้ให้คำยินยอมหมดอายุ

(‏ח)  (ח)           หนังสือมอบอำนาจ (กรณีมอบอำนาจ) และภาพถ่ายบัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรอื่นของผู้รับมอบอำนาจพร้อมรับรองสำเนาถูกต้องและต้นฉบับ

 

ค่าธรรมเนียมและหลักประกัน

ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวจะต้องชำระค่าธรรมเนียมและวางหลักประกันตามอัตราดังนี้

1. ค่าธรรมเนียมใบอนุญาต

(‏א)  (א)           เฉพาะพื้นที่ ฉบับละ 100 บาท

(‏ב)  (ב)           ในประเทศ ฉบับละ 300 บาท

(‏ג)    (ג)           ต่างประเทศ ฉบับละ 500 บาท

2. หลักประกัน

                กรณีหลักประกันเดิมเป็นหนังสือค้ำประกันของธนาคาร ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวจะให้หนังสือค้ำประกันเดิมออกไปอีกก็ได้ แต่ต้องกำหนดวันหมดอายุของหนังสือค้ำประกันนับแต่วันที่ใบอนุญาตสิ้นอายุ

 

การขอใบอนุญาตสาขา

1. การยื่นขอใบอนุญาตสาขา กระทำได้ 2 วิธีคือ

1.1   1.1    ยื่นในวันเวลาเดียวกับการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวของสำนักงานใหญ่

1.2   1.2    ยื่นเพิ่มเติมภายหลัง

2. เอกสารที่ใช้ในการยื่นขอใบอนุญาตสาขา

(‏א)  (א)           แบบคำขอเปลี่ยนแปลงรายการสำหรับธุรกิจนำเที่ยว (กรณียื่นเพิ่มเติมภายหลัง)

(‏ב)  (ב)           หนังสือรับรองของนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท ซึ่งรับรองไว้ไม่เกิน 6 เดือน แสดงถึงการเป็นหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียนหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัด ผู้จัดการของห้างฯ หรือกรรมการผู้จัดการสถานที่ตั้งสำนักงานใหญ่ และสาขา (ถ้ามี)

(‏ג)    (ג)           รูปถ่ายภายนอกด้านหน้าของอาคารสำนักงาน ขนาด 7.60 .. X 12.70 ..

(‏ד)   (ד)           แผนที่สังเขปแสดงที่ตั้งสำนักงานที่ประกอบธุรกิจนำเที่ยว พร้อมรับรองความถูกต้อง

(‏ה)  (ה)           หลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองสถานที่ที่ใช้เป็นสำนักงาน เช่น สัญญาซื้อ หนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่ พร้อมหลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครอง

(‏ו)    (ו)           หนังสือมองอำนาจ (กรณีมอบอำนาจ) และภาพถ่ายบัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรอื่นได้ของผู้รับมอบอำนาจพร้อมรับรองสำเนาถูกต้องและต้นฉบับ

 

หมายเหตุ :          - หนังสือมอบอำนาจ ติดอากรแสตมป์ 30 บาท

- ผู้รับมอบอำนาจต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์

- เอกสารเฉพาะตัวของบุคคลใด ให้บุคคลนั้นลงลายมือชื่อรับรองสำเนาถูกต้อง

- เอกสารของนิติบุคคลที่รับรองโดยหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องต้องใช้ต้นฉบับที่

   ทางราชการประทับตรารับรองสำเนาถูกต้อง

- ภาพถ่ายเอกสารของนิติบุคคล อาทิ สัญญาเช้า ฯลฯ ให้ผู้มีอำนาจของนิติบุคคล

   ลงลายมือชื่อรับรอง ตราสำคัญของนิติบุคคล

 

                การตรวจสอบประวัติ

                ตามที่กฎหมายได้กำหนดคุณสมบัติของผู้ขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ว่าผู้มีอำนาจต้องไม่เคยได้รับโทษถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษนั้น

                คณะกรรมการธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์จึงได้มีมติให้ผู้มีอำนาจของธุรกิจนำเที่ยวทุกท่านที่ยื่นแบบคำขอใบต่ออายุใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวจะต้องตรวจสอบประวัติ โดยสามารถเลือกปฏิบัติได้ 2 วิธี คือ

                1. ใช้เอกสารบันทึกแนบท้ายแบบคำขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว

                                1.1 ให้ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว 2 แห่งที่มีใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวให้การรับรอง

                                1.2 ให้สมาคมธุรกิจนำเที่ยวที่เกี่ยวข้อง (กรณีเป็นสมาชิก) ให้การรับรอง

                2. ถือหนังสือที่ ททท. ออกให้ไปติดต่อด้วยตนเองที่สถานีตำรวจที่ตนมีภูมิลำเนาอยู่และรับเอกสารของตำรวจคืนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ

                เอกสารตรวจสอบประวัติในข้อ 1 หรือ 2 ให้นำไปยื่นไม่เกินวันรับใบอนุญาต หากไม่ส่งมอบภายในเวลาที่กำหนด ประกอบธุรกิจนำเที่ยวฉบับต่อไป

                หากเลือกใช้วิธีที่ 1 จะต้องกระทำใหม่ทุกครั้งที่ยื่นต่ออายุใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว

 

 

 

                การไม่บังคับใช้กฎหมาย

                จากหลักการและเหตุผลในการออกกฎหมายเพื่อควบคุมและจัดระเบียบธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ดังกล่าวแล้ว แต่อย่างไรก็ตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายก็มิได้ให้ใช้บังคับโดยทั่วไปแต่ยังได้กำหนดข้อยกเว้นไม่ใช้บังคับไว้สำหรับธุรกิจนำเที่ยวของส่วนราชการของรัฐวิสาหกิจบางแห่งดังที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.. 2535 มาตรา 4 ว่า “พระราชบัญญัติไม่ใช้บังคับแก่ธุรกิจนำเที่ยวของส่วนราชการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและของรัฐวิสาหกิจอื่น ตามที่จะได้กำหนดในกฎกระทรวง” ซึ่งตามกฎกระทรวงฉบับที่ 5 (.. 2536) ออกตามความในพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.. 2535 แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 8 (.. 2542) ออกตามความในพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.. 2535 กำหนดไม่ให้ใช้พระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.. 2535 แก่รัฐวิสาหกิจ ดังนี้

1.       1.       การรถไฟแห่งประเทศไทย

2.       2.       บริษัท การบินไทย จำกัด

3.       3.       บริษัท ขนส่ง จำกัด

4.       4.       องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้

เหตุผลที่กฎหมายไม่ให้บังคับแก่หน่วยงานดังกล่าวก็เนื่องจากเห็นว่า ส่วนราชการจำเป็นต้องให้การต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองในนามรัฐบาล ซึ่งอาจจะมีการนำเที่ยวรวมอยู่ด้วยในส่วนของรัฐวิสาหกิจก็เช่นกันจะเห็นได้ว่ารัฐวิสาหกิจที่กฎหมายไม่ใช้บังคับเป็นรัฐวิสาหกิจที่กฎหมายไม่ให้ใช้บังคับเป็นรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้องกับการนำเที่ยวอยู่เป็นประจำ

 

มาตรฐานการประกอบธุรกิจนำเที่ยว

กฎกระทรวง ฉบับที่ 1 (.. 2536) ซึ่งออกตามความแห่งอำนาจในพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.. 2535 กำหนดมาตรฐานการประกอบธุรกิจนำเที่ยวไว้ ดังนี้

(1) มีสถานที่ประกอบการที่แน่นอน

(2) สำหรับผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวในประเทศและผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวต่างประเทศต้องจัดให้มีโทรศัพท์หรืออุปกรณ์ที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารไว้ประจำสถานที่ประกอบการ

(3) พาหนะที่ใช้ในการนำเที่ยวต้องมีบุคลากร มีลักษณะ และมีอุปกรณ์ที่ได้มาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนด

(4) เก็บเอกสารโฆษณารายการนำเที่ยวตามมาตรา 26 ไว้เป็นหลักฐานเป็นเวลาเก้าสิบวันนับแต่วันที่เลิกการนำเที่ยวตามโฆษณาดังกล่าว

(5) สำหรับผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวในประเทศและผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวต่างประเทศ เมื่อได้ตกลงกันในการนำเที่ยวรายใดแล้ว ให้ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวออกเอกสารแสดง รายการนำเที่ยวให้แก่นักท่องเที่ยวไว้เป็นหลักฐาน เว้นแต่การตกลงการนำเที่ยวนั้นเป็นการตกลงกับผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวของต่างประเทศ

(6) ผู้จัดการ หุ้นส่วนผู้จัดการ กรรมการหรือกรรมการผู้จัดการจะต้องไม่ให้หรือยินยอมให้บุคคลอื่นดำเนินธุรกิจนำเที่ยวของตน

(7) ในกรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวว่าจ้างมัคคุเทศก์ในการนำเที่ยว ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวจะต้องจ้างมัคคุเทศก์ให้ตรงตามประเภทของงานที่ระบุไว้ในใบอนุญาตและมีคุณลักษณะไว้วางใจได้ในการปฏิบัติหน้าที่ที่จะมอบหมายให้ทำ

(8) ต้องไม่กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดอันจะนำมาซึ่งความเสื่อมเสียชื่อเสียง เกียรติยศและจรรยาบรรณของธุรกิจนำเที่ยว

นอกจากนั้นตามมาตรา 27 ของ พ...ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.. 2535 แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 9 แห่ง พ...ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ ฉบับที่ 2 .. 2545 ยังได้กำหนดไว้พอสรุปได้ว่า การเปลี่ยนแปลงบริการนำเที่ยวใดๆ จะต้องได้รับความยินยอมจากนักท่องเที่ยวก่อนเสมอ หากไม่อาจจัดให้มีบริการนำเที่ยวรายการใดได้ เนื่องจากเหตุสุดวิสัย ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวต้องคืนค่าบริการตามสัดส่วนของรายการนั้นให้แก่นักท่องเที่ยว หรือในกรณีที่จำเป็นจะต้องเปลี่ยนแปลงรายการท่องเที่ยวรายการหนึ่งรายการใด โดยนำรายการท่องเที่ยวอื่นมาทดแทน ผู้ประกอบการนำเที่ยวต้องนำรายการท่องเที่ยวที่ไม่ด้อยกว่ามาทดแทน หากไม่สามารถทำได้ ผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยวต้องคืนค่าบริการตามสัดส่วนของรายการนำเที่ยวนั้นให้แก่นักท่องเที่ยว

 

บทลงโทษกรณีผู้ประกอบการ

1. ไม่มีใบอนุญาต หรือประกอบการในระหว่างถูกสั่งพักการใช้ใบอนุญาต ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงห้าแสนบาท

2. ผู้ประกอบการไม่ได้ดำเนินการเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดในกฎกระทรวง หรือไม่ส่งเอกสารโฆษณาให้นายทะเบียน ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ห้าพันบาทถึงสองหมื่นบาท

3. ผู้ประกอบการไม่แสดงใบอนุญาตไว้ในที่เปิดเผย ณ สถานที่ประกอบธุรกิจนำเที่ยวนั้นต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท

 

2. มัคคุเทศก์

คำจำกัดความของมัคคุเทศก์

“มัคคุเทศก์” ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.. 2535 มีองค์ประกอบรวม 3 ประการคือ

1.   นำนักท่องเที่ยวไปยังสถานที่ต่างๆ

2.  ให้ความรู้เกี่ยวกับสถานที่และบุคคล

3.  ได้รับค่าตอบแทน

การนำนักท่องเที่ยวไปยังที่ต่างๆ ที่ไม่เกี่ยวกับการให้ความรู้เรื่องสถานที่และบุคคล เช่น ผู้จัดหาและรับส่ง (Transfer Personnel) หัวหน้านักท่องเที่ยว (Tour Leader) ผู้ติดตามให้ความสะดวกแก่การเดินทาง (Tour Escort) หรือล่าม (Interpreter) ยังไม่ถือว่าเป็นมัคคุเทศก์ตาม พ...ฉบับนี้

ประเภทของมัคคุเทศก์

ตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.. 2535 มาตรา 39 วรรคสองกำหนดว่า “การขอรับใบอนุญาต และแบบใบอนุญาต ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง”

กฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (.. 2536) และแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 6 (.. 2539) ออกตามความในพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.. 2535 ข้อ 1 กำหนดว่า “การอนุญาตให้เป็นมัคคุเทศก์แบ่งเป็นประเภท ดังนี้

มัคคุเทศก์ทั่วไป หมายความว่า มัคคุเทศก์ซึ่งมีความรู้เกี่ยวกับงานนำเที่ยวครอบคลุมในทุกสาขา สำหรับนำนักท่องเที่ยวไปยังสถานที่ต่างๆ โดยใช้ภาษาไทยหรือภาษาต่างประเทศ

มัคคุเทศก์เฉพาะ หมายความว่า มัคคุเทศก์ซึ่งมีความรู้เกี่ยวกับงานนำเที่ยวเฉพาะสาขา เช่น สาขาประวัติศาสตร์ โบราณคดี และการนำเที่ยวป่า เป็นต้น อันเป็นการให้ความรู้แก่นักท่องเที่ยวที่มีความสนใจในสาขานั้นๆ ตามที่นักท่องเที่ยวต้องการทราบ

ตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.. 2535 มาตรา 40 (3) แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.. 2535 และกฎกระทรวงฉบับที่ 2 (.. 2536) ออกตามความในพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.. 2535 ข้อ 1 วรรสอง ได้กำหนดหลักสูตรการอบรมวิชามัคคุเทศก์ เพื่อพิจารณาออกใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์ไว้ดังนี้

1. มัคคุเทศก์ทั่วไป (ต่างประเทศ)

2. มัคคุเทศก์ทั่วไป (ไทย)

3. มัคคุเทศก์เฉพาะ (ต่างประเทศ – เฉพาะพื้นที่)

4. มัคคุเทศก์เฉพาะ (ไทย – เฉพาะพื้นที่)

5. มัคคุเทศก์เฉพาะ (เดินป่า)

6. มัคคุเทศก์เฉพาะ (ศิลปวัฒนธรรม)

7. มัคคุเทศก์เฉพาะ (ทางทะเล)

8. มัคคุเทศก์เฉพาะ (ทางทะเลชายฝั่ง)

9. มัคคุเทศก์เฉพาะ (แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ)

10. มัคคุเทศก์เฉพาะ (วัฒนธรรมท้องถิ่น)

 

 

 

เงื่อนไข

ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 2 (.. 2536) และแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวงฉบับที่ 6 (.. 2539) ออกตามความในพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.. 2535 ข้อ 5 กำหนดว่า “ใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์มีสองประเภท ดังนี้

1. ใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์ทั่วไป ให้ใช้ได้ทั่วราชอาณาจักรตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในใบอนุญาต

2. ใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์เฉพาะ ให้ใช้ได้เฉพาะงานนำเที่ยวเฉพาะสาขาและตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในใบอนุญาต

ใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์ให้ใช้แบบ ธม.3 ท้ายกฎกระทรวงนี้ ในการนี้นายทะเบียนจะกำหนดสีของใบอนุญาต หรือกำหนดข้อความเพิ่มเติมทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศในใบอนุญาต เพื่อสอดคล้องกับประเภทหรือเงื่อนไขในการอนุญาตก็ได้”

คณะกรรมการธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ จึงได้พิจารณากำหนดเงื่อนไขในใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์ไว้ เพื่อให้สอดคล้องกับประเภทของใบอนุญาตดังนี้

มัคคุเทศก์ทั่วไป

1. ใบอนุญาตมัคคุเทศก์ทั่วไป (ต่างประเทศ) บัตรใช้สีบรอนซ์เงิน มีชื่อมัคคุเทศก์ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ให้ใช้ในกรณีเป็นผู้นำเที่ยวนักท่องเที่ยวชาวไทยหรือชาวต่างประเทศปฏิบัติงานในการบรรยายให้ความรู้หรือข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่หรือบุคคลในด้านศิลปวัฒนธรรม ประเพณี ประวัติศาสตร์ โบราณคดี หรือด้านอื่นๆ โดยทั่วๆ ไปให้แก่นักท่องเที่ยวได้ทั่วราชอาณาจักร

2.ใบอนุญาตมัคคุเทศก์ทั่วไป (ไทย) บัตรใช้สีบรอนซ์ทอง มีชื่อมัคคุเทศก์เฉพาะภาษาไทยให้ใช้ในกรณีเป็นผู้นำเที่ยวเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวไทย ปฏิบัติงานในการบรรยายให้ความรู้ หรือข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่หรือบุคคลในด้านศิลปวัฒนธรรม ประเพณี ประวัติศาสตร์ โบราณคดี หรือด้านอื่นๆ โดยทั่วๆ ไปให้แก่นักท่องเที่ยวได้ทั่วราชอาณาจักร

มัคคุเทศก์เฉพาะ

1. ใบอนุญาตมัคคุเทศก์เฉพาะ (ต่างประเทศ – เฉพาะพื้นที่) บัตรใช้สีชมพู มีชื่อมัคคุเทศก์ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ให้ใช้ในกรณีเป็นผู้นำเที่ยวนักท่องเที่ยวชาวไทยหรือชาวต่างประเทศ ปฏิบัติงานในการบรรยายให้ความรู้หรือข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่หรือบุคคลในด้านศิลปวัฒนธรรม ประเพณี ประวัติศาสตร์ โบราณคดี หรือด้านอื่นๆ โดยทั่วๆ ไปให้แก่นักท่องเที่ยวเฉพาะภายในจังหวัดที่ระบุชื่อในใบอนุญาต และจังหวัดที่มีเขตพื้นที่ติดต่อกับจังหวัดที่ระบุชื่อนั้น

2. ใบอนุญาตมัคคุเทศก์เฉพาะ (ไทย – เฉพาะพื้นที่) บัตรใช้สีฟ้า มีชื่อมัคคุเทศก์เฉพาะภาษาไทย ให้ใช้ในกรณีเป็นผู้นำเที่ยวเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวไทยไปยังสถานที่ต่างๆ ปฏิบัติงานในการบรรยายให้ความรู้หรือข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่หรือบุคคลในด้านศิลปวัฒนธรรม ประเพณี ประวัติศาสตร์ โบราณคดี หรือด้านอื่นๆ โดยทั่วๆ ไปให้แก่นักท่องเที่ยว เฉพาะภายในจังหวัดที่ระบุชื่อในใบอนุญาต และจังหวัดที่มีเขตพื้นที่ติดต่อกับจังหวัดที่ระบุชื่อนั้น

3. ใบอนุญาตมัคคุเทศก์เฉพาะ (เดินป่า) บัตรใช้สีเขียว มีชื่อมัคคุเทศก์ทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ ให้ใช้กรณีเป็นผู้นำเที่ยวนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างประเทศ ปฏิบัติงานในการบรรยายให้ความรู้หรือข้อมูลแก่นักท่องเที่ยวเกี่ยวกับเส้นทางการเดินป่า การพักแรมในป่า การยังชีพในป่า การปฐมพยาบาลเบื้องต้น การแนะนำเกี่ยวกับการป้องกันอันตรายระหว่างเดินทาง ตลอดจนการให้ความรู้เกี่ยวกับสภาพภูมิศาสตร์ พันธุ์ไม้ สัตว์ป่า เพื่อชมหรือศึกษาสภาพธรรมชาติของป่า นอกจากนี้ให้หมายความรวมถึงการล่องแพ ล่องแก่ง ปีนเขา ฯลฯ ให้แก่นักท่องเที่ยวเฉพาะในเขตพื้นที่ป่า

4. ใบอนุญาตมัคคุเทศก์เฉพาะ (ศิลปวัฒนธรรม) บัตรใช้สีแดง มีชื่อมัคคุเทศก์ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ให้ใช้ในกรณีเป็นผู้นำเที่ยวนักท่องเที่ยวชาวไทยหรือชาวต่างประเทศปฏิบัติงานในการบรรยายให้ความรู้หรือข้อมูลทางด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี ศิลปวัฒนธรรมหรือวรรณคดีของไทยได้โดยละเอียดทั่วราชอาณาจักร

5. ใบอนุญาตมัคคุเทศก์เฉพาะ (ทางทะเล) บัตรใช้สีส้ม  มีชื่อมัคคุเทศก์ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ให้ใช้ในกรณีเป็นผู้นำเที่ยวนักท่องเที่ยวชาวไทยหรือชาวต่างประเทศ ปฏิบัติงานในการบรรยายให้ความรู้หรือข้อมูลทางทะเลแก่นักท่องเที่ยว โดยจะต้องมีความรู้ทางสภาพภูมิอากาศการให้ความรู้เกี่ยวกับอุปกรณ์การใช้และการป้องกันภัยทางทะเล การปฐมพยาบาลเบื้อต้น การดำน้ำชมปะการังและสัตว์ทะเล การล่องเรือชมธรรมชาติ ฯลฯ ให้แก่นักท่องเที่ยวเฉพาะในเขตพื้นที่ทางทะเล

6. ใบอนุญาตมัคคุเทศก์เฉพาะ (ทะเลชายฝั่ง) บัตรใช้สีเหลือง มีชื่อมัคคุเทศก์ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ให้ใช้ในกรณีเป็นผู้นำเที่ยวนักท่องเที่ยวชาวไทยหรือชาวต่างประเทศปฏิบัติงานในการบรรยายให้ความรู้หรือข้อมูลทางทะเลแก่นักท่องเที่ยว โดยจะต้องมีความรู้ทางสภาพภูมิอากาศ การให้ความรู้เกี่ยวกับอุปกรณ์การใช้และการป้องกันภัยทางทะเล การปฐมพยาบาลเบื้องต้น การดำน้ำชมปะการังและสัตว์ทะเล การล่องเรือชมธรรมชาติ ฯลฯ ให้แก่นักท่องเที่ยวในเขตพื้นที่ทางทะเลหรือเกาะต่างๆ ของทะเลชายฝั่ง โดยมีระยะจากชายฝั่งถึงสถานที่ท่องเที่ยวไม่เกิน 40 ไมล์ทะเล

7. ใบอนุญาตมัคคุเทศก์เฉพาะ (แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ) บัตรใช้สีม่วง มีชื่อมัคคุเทศก์ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ให้ใช้ในกรณีเป็นผู้นำเที่ยวนักท่องเที่ยวชาวไทยหรือชาวต่างประเทศปฏิบัติงานในการบรรยายให้ความรู้หรือข้อมูลแก่นักท่องเที่ยว ได้เฉพาะภายในแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ระบุไว้ในใบอนุญาต

8. ใบอนุญาตมัคคุเทศเฉพาะ (วัฒนธรรมท้องถิ่น) บัตรใช้สีน้ำตาล มีชื่อมัคคุเทศก์ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ให้ใช้ในกรณีเป็นผู้นำเที่ยวนักท่องเที่ยวชาวไทยหรือชาวต่างประเทศปฏิบัติงานในการบรรยายให้ความรู้หรือข้อมูลทางด้านวัฒนธรรมท้องถิ่นเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรม ประเพณี ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ โบราณคดีแก่นักท่องเที่ยวเฉพาะภายในแหล่งท่องเที่ยวตามที่ระบุไว้ในใบอนุญาต

การยื่นขอใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์

ตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.. 2535 มาตรา 39 กำหนดว่า “ห้ามมิให้ผู้ใดเป็นมัคคุเทศก์ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน

กฎกระทรวงฉบับที่ 2 (.. 2536) ออกตามความในพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.. 2535 ข้อ 2 กำหนดว่า “ผู้ใดประสงค์จะเป็นมัคคุเทศก์ให้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์ตามแบบที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยกำหนด โดยภูมิลำเนาเฉพาะการเพื่อการติดต่อกับนายทะเบียนและพนักงานเจ้าหน้าที่…”

กฎกระทรวงฉบับที่ 2 (.. 2536) ออกตามความในพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.. 2535 ข้อ 3 กำหนดว่า “การยื่นคำขอรับใบอนุญาตตามกฎกระทรวงนี้ ให้ยื่นต่อสำนักงานทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ที่มีเขตอำนาจครอบคลุมภูมิลำเนาเฉพาะการของผู้ขอรับใบอนุญาต และในจังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพมหานครจะยื่นต่อผู้ว่าราชการจังหวัดของจังหวัดที่ตนมีภูมิลำเนาเฉพาะการก็ได้”

กฎกระทรวงฉบับที่ 2 (.. 2536) ออกตามความในพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.. 2535 ข้อ 4 กำหนดว่า “เมื่อได้รับคำขอรับใบอนุญาต ให้เจ้าหน้าที่ผู้รับคำขอออกใบรับให้และตรวจสอบความถูกต้องของคำขอและเอกสารหลักฐานประกอบคำขอว่าถูกต้องและครบถ้วนหรือไม่เพียงใด และถ้าเป็นการยื่นต่อผู้ว่าราชการจังหวัด ให้เสนอความเห็นไปยังสำนักงานทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ที่มีเขตอำนาจครอบคลุมภูมิลำเนาเฉพาะการของผู้รับใบอนุญาตเพื่อให้นายทะเบียนพิจารณาดำเนินการต่อไป”

จากข้อกำหนดของกฎหมาย บุคคลทุกคนไม่สามารถจะประกอบอาชีพมัคคุเทศก์ได้ นอกจากจะได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์แล้ว และการที่จะออกหรือไม่ออกใบอนุญาตให้แก่ผู้ใดก็เป็นอำนาจของนายทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์โดยเฉพาะและในการขอใบอนุญาตผู้ขอจะต้องยื่นคำขอตามแบบที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยกำหนด โดยผู้ขอจะต้องระบุภูมิลำเนาหรือที่อยู่ของตนเองเพื่อนายทะเบียนจะสามารถติดต่อได้ และยื่นต่อสำนักงานทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ที่มีเขตอำนาจครอบคลุมภูมิลำเนาเฉพาะการของผู้ขอ และเจ้าหน้าที่ผู้รับแบบคำขอออกใบรับใหแก่ผู้ขอไว้เป็นหลักฐาน

 

คุณสมบัติมัคคุเทศก์

ตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.. 2535 มาตรา 40 กำหนดว่า “ผู้ขอรับใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์ต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้”

1. มีสัญชาติไทย

2. มีอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์

3.เป็นผู้ได้รับวุฒิบัตรหรือหนังสือรับรองว่าได้ผ่านการฝึกอบรมวิชามัคคุเทศก์ตามหลักสูตรที่คณะกรรมการรับรอง

            4. ไม่เป็นโรคพิษสุราเรื้อรังหรือติดยาเสพติดให้โทษ หรือเป็นโรคติอต่อที่คณะกรรมการกำหนด

            5.ไม่เป็นผู้วิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ หรือเป็นคนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถ

            6.ไม่เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกเว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

            7. ไม่เป็นผู้อยู่ในระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์

            8.ไม่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์ แต่ถ้าเคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตต้องถูกเพิกถอนมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี

                จากข้อกำหนดของกฎหมาย จะเห็นได้ว่าบุคคลที่จะเป็นมัคคุเทศก์ได้นั้น จะต้องเป็นคนไทยและบรรลุนิติภาวะแล้ว และจะต้องผ่านการอบรมวิชามัคคุเทศก์ตามหลักสูตรที่คณะกรรมการกำหนด ฉะนั้น การที่บุคคลใดที่ประกอบอาชีพมัคคุเทศก์ได้นั้น จะต้องมีการตรวจสอบโดยบทของกฎหมายเสียก่อนในเบื้องต้นว่าเป็นบุคคลที่มีวุฒิภาวะ มีความรู้ความสามารถและไม่มีประวัติเสียหาย

 

                หลักฐานประกอบการขออนุญาตเป็นมัคคุเทศก์

                กรณีที่ 1 กรณีที่ผู้ยื่นคำขอใบอนุญาตมีชื่อตามทะเบียนบ้าน ที่อยู่ในเขตคามรับผิดชอบของสำนัก

งานทะเบียนฯ

                                การยื่นขอใบอนุญาตต้องใช้หลักฐานดังนี้

  1.       บัตรประจำตัวประชาชนหรือใบเหลืองหรือบัตรอื่นที่ใชแทนบัตรประจำตัวประชาชนได้ พร้อมลงลายมือชื่อด้านหลัง 1 ชุด (ลงชื่อรับรองสำเนาถูกต้องด้วย)

   2.       ทะเบียนบ้านที่มีชื่อผู้ยื่นคำขออยู่ด้วย หรือสำเนาหน้าที่บ้านเลขที่และหน้าที่มีชื่อผู้ยื่นคำขอ (ลงชื่อรับรองสำเนาถูกต้องด้วย)

    3.       รูปถ่ายไม่เกิน 6 เดือน ครึ่งตัว หน้าตรง ไม่สวมหมวก และแว่นตาดำ ขนาด 1 นิ้ว จำนวน 3 รูป

    4.       วุฒิบัตรหรือหนังสือรับรองว่าผ่านการอบรมมัคคุเทศก์ พร้อมสำเนาทั้งตำแหน่งและด้านหลัง 1 ชุด (ลงชื่อรับรองสำเนาถูกต้องด้วย)

   5.       ใบรับรองแพทย์ไม่เกิน 1 เดือน (นับจากวันตรวจร่างกายถึงวันยื่นคำขอ) จำนวน 1 ฉบับ

กรณีที่ 2 กรณีที่ผู้ยื่นคำขอใบอนุญาตมีชื่อตามทะเบียนบ้าน อยู่นอกเขตความรับผิดชอบของสำนัก

งานทะเบียนฯ ที่ประสงค์จะใช้ที่อยู่ตามภูมิลำเนาเฉพาะการที่อยู่ในเขตรับผิดชอบของสำนักงานทะเบียนต่างๆ

                การยื่นขอใบอนุญาตต้องใช้หลักฐานดังนี้

                ตามกรณีที่ 1 ทั้ง 5 ข้อ รวมทั้ง 6 สำเนาทะเบียนบ้านตามภูมิลำเนา ยื่นคำขอโดยให้เจ้าบ้าน

เป็นผู้รับรอง จำนวน 1 ชุด ถ่ายสำเนาหน้าที่มีบ้านเลขที่ (ให้เจ้าบ้านลงชื่อรับรองสำเนาถูกต้อง)

                กรณีที่ 3 กรณีที่เคยมีใบอนุญาตแล้ว ต่ออายุใบอนุญาตไม่ทันภายในกำหนด (ก่อนใบอนุญาตหมด

อายุ 120 วัน)

                                การยื่นขอใบอนุญาตต้องใช้หลักฐานดังนี้

    1.       บัตรประจำตัวประชาชนหรือใบเหลืองหรือบัตรอื่นที่ใช้แทนบัตรประจำตัวประชาชนได้ พร้อมลงลายมือชื่อด้านหลัง 1 ชุด (ลงชื่อรับรองสำเนาถูกต้องด้วย)

     2.       ทะเบียนบ้านที่มีชื่อผู้ยื่นคำขออยู่ด้วย หรือสำเนาหน้าที่มีบ้านเลขที่และหน้าที่มีชื่อผู้ยื่นคำขอ (ลงชื่อรับรองสำเนาถูกต้องด้วย)

     3.       รูปถ่ายไม่เกิน 6 เดือน ครึ่งตัว หน้าตรง ไม่สวมหมวก และแว่นตาดำ ขนาด 1 นิ้ว จำนวน 3 รูป

      4.       วุฒิบัตรหรือหนังสือรับรอง (ที่ ททท. ออกให้เนื่องจากวุฒิบัตรฉบับจริงหาย) ว่าได้ผ่านการอบรมมัคคุเทศก์ พร้อมสำเนาทั้งตำแหน่งและด้านหลัง 1 ชุด (ลงชื่อรับรองสำเนาถูกต้องด้วย)

      5.       ใบรับรองแพทย์ไม่เกิน 1 เดือน (นับจากวันตรวจร่างกายถึงวันยื่นคำขอ) จำนวน 1 ฉบับ

    6.       ใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์ (บัตรมัคคุเทศก์) ใบเก่าหรือใบแจ้งคามจากสถานีตำรวจ (กรณีที่ใบเก่าเสียหาย)

กรณีที่ 4 กรณีที่เคยมีใบอนุญาตแล้ว ต่ออายุใบอนุญาตไม่ทันภายในกำหนด (ก่อนใบอนุญาตหมด

อายุ 120 วัน) แต่ไม่เกิน 15 วัน (กรณีนี้ให้ติดต่อสำนักงานทะเบียนฯ ก่อนเพื่อรับหนังสือ

ไปเสียค่าปรับ)

                การยื่นขอใบอนุญาตต้องใช้หลักฐานดังนี้

  1.       บัตรประจำตัวประชาชนหรือใบเหลืองหรือบัตรอื่นที่ใช้แทนบัตรประจำตัวประชาชนได้ พร้อมลงลายมือชื่อด้านหลัง 1 ชุด (ลงชื่อรับรองสำเนาถูกต้องด้วย)

    2.       ทะเบียนบ้านที่มีชื่อผู้ยื่นคำขออยู่ด้วย พร้อมสำเนาหน้าที่มีบ้านเลขที่และหน้าที่มีชื่อผู้ยื่นคำขอ (ลงชื่อรับรองสำเนาถูกต้องด้วย)

    3.       รูปถ่ายไม่เกิน 6 เดือน ครึ่งตัว หน้าตรง ไม่สวมหมวด และแว่นตาดำ ขนาด 1 นิ้ว จำนวน 3 รูป

   4.       วุฒิบัตรหรือหนังสือรับรอง (ที่ ททท. ออกให้เนื่องจากวุฒิบัตรฉบับจริงหาย) ว่าได้ผ่านการอบรมมัคคุเทศก์ พร้อมสำเนาทั้งตำแหน่งและด้านหลัง 1 ชุด (ลงชื่อรับรองสำเนาถูกต้องด้วย)

    5.       ใบรับรองแพทย์ไม่เกิน 1 เดือน (นับจากวันตรวจร่างกายถึงวันยื่นคำขอ) จำนวน 1 ฉบับ

    6.       ใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์ (บัตรมัคคุเทศก์) ใบเก่าหรือใบแจ้งคามจากสถานีตำรวจ (กรณีที่บัตรหาย)

    7.       ใบเสร็จเสียค่าปรับจากสถานีตำรวจ

การต่ออายุใบอนุญาตต้องใช้หลักฐานดังนี้

  1.       ใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์ (บัตรมัคคุเทศก์) ที่ยังไม่หมดอายุพร้อมสำเนาทั้งด้านหน้าและด้านหลัง 1 ชุด (ลงชื่อรับรองด้วย)

   2.       ใบรับรองแพทย์ไม่เกิน 1 เดือน (นับจากวันตรวจร่างกายถึงวันยื่นคำขอ) จำนวน 1 ฉบับ

   3.       รูปถ่ายไม่เกิน 6 เดือน ครึ่งตัว หน้าตรง ไม่สวมหมวด และแว่นตาดำ ขนาด 1 นิ้ว จำนวน 3 รูป

การขอใบแทนใบอนุญาตกรณีที่ใบอนุญาตชำรุด หรือถูกทำลายในสาระสำคัญต้องใช้หลักฐาน ดังนี้

   1.       ใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์ที่ชำรุดหรือถูกทำลายในสาระสำคัญ

    2.       รูปถ่ายไม่เกิน 6 เดือน ครึ่งตัว หน้าตรง ไม่สวมหมวด และแว่นตาดำ ขนาด 1 นิ้ว จำนวน 3 รูป

การขอใบแทนใบอนุญาตกรณีที่ใบอนุญาตสูญหาย ต้องมีหลักฐานดังนี้

 1.       หลักฐานการแจ้งความของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจต่างๆ จำนวน 1 ฉบับ

   2.       รูปถ่ายไม่เกิน 6 เดือน ครึ่งตัว หน้าตรง ไม่สวมหมวด และแว่นตาดำ ขนาด 1 นิ้ว จำนวน 3 รูป

   3.       สำเนาใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง 1 ชุด (ลงชื่อรับรองสำเนาถูกต้องด้วย)

การเปลี่ยนชื่อ / ชื่อสกุล ต้องใช้หลักฐานดังนี้

1.            หนังสือสำคัญการเปลี่ยนชื่อ / ชื่อสกุล หรือทะเบียนสมรส พร้อมสำเนา 1 ชุด (ลงชื่อรับรองสำเนาถูกต้องด้วย)

2.           บัตรประจำตัวประชาชนหรือใบเหลืองหรือบัตรอื่นที่ใช้แทนบัตรประจำตัวประชาชนได้ พร้อมลงลายมือชื่อด้านหลัง 1 ชุด (ลงชื่อรับรองสำเนาถูกต้องด้วย)

3.             ทะเบียนบ้านที่เปลี่ยนชื่อ / ชื่อสกุลใหม่แล้ว พร้อมสำเนาหน้าที่มีบ้านเลขที่และหน้าที่มีชื่อ ผู้ยื่นขออยู่ด้วย 1 ชุด (ลงชื่อรับรองสำเนาถูกต้องด้วย)

4.         รูปถ่ายไม่เกิน 6 เดือน ครึ่งตัว หน้าตรง ไม่สวมหมวกและแว่นตาดำ ขนาด 1 นิ้ว จำนวน 3 รูป

5.             

มัคคุเทศก์ผู้ใดประสงค์จะย้ายหรือเปลี่ยนที่อยู่ใหม่ ต้องปฏิบัติดังนี้

1.             ให้ไปกรอกแบบคำร้องขอเปลี่ยนแปลงข้อมูลที่สำนักงานทะเบียนฯ ที่ท่านยื่นขอใบอนุญาตไว้

2.            ให้แนบสำเนาทะเบียนบ้านที่อยู่ใหม่ไปด้วยพร้อมกับลงชื่อรับรองสำเนาถูกต้อง

3.             มัคคุเทศก์ผู้ใดที่แจ้งภูมิลำเนาเฉพาะการไว้ต้องแนบทะเบียนบ้านและให้เจ้าบ้านรับรองใหม่

 

หลักสูตรการอบรม

ตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.. 2535 มาตรา 40(3) กำหนดว่า ผู้ขอรับใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์ต้องเป็นผู้ได้รับวุฒิบัตรหรือหนังสือรับรองว่าได้ผ่านการฝึกอบรมวิชามัคคุเทศก์ตามหลักสูตรที่คณะกรรมการรับรอง

สืบเนื่องจากข้อกำหนดของกฎหมายและการแบ่งประเภทและชนิดของใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์ไว้หลายชนิดตามที่กล่าวมาแล้ว และเพื่อให้การกำหนดหลักสูตรสำหรับผู้ที่จะเข้ารับการอบรมเป็นไปตามประเภทและชนิดใบอนุญาต จึงได้กำหนดหลักสูตรของผู้ที่ต้องผ่านการอบรมไว้ดังนี้

 

มัคคุเทศก์ทั่วไป

1. มัคคุเทศก์ทั่วไป (ต่างประเทศ) ต้องผ่านการอบรมหลักสูตรมัคคุเทศก์ทั่วไป (ต่างประเทศ) ซึ่งใช้ภาษาต่างประเทศภาษาใดภาษาหนึ่งฝึกอบรมอยู่ด้วย

2. มัคคุเทศก์ทั่วไป (ไทย) ต้องผ่านการอบรมหลักสูตรมัคคุเทศก์ทั่วไป (ไทย)

 

มัคคุเทศก์เฉพาะ

1. มัคคุเทศก์เฉพาะ (ต่างประเทศ – เฉพาะพื้นที่) ต้องผ่านการอบรมตามหลักสูตรมัคคุเทศก์เฉพาะ (ต่างประเทศ – เฉพาะพื้นที่)

2. มัคคุเทศก์เฉพาะ (ไทย – เฉพาะพื้นที่) ต้องผ่านการอบรมตามหลักสูตร มัคคุเทศก์เฉพาะ (ไทย – เฉพาะพื้นที่)

3. มัคคุเทศก์เฉพาะ (เดินป่า) ต้องผ่านการอบรมตามหลักสูตร มัคคุเทศก์เฉพาะ (เดินป่า)

4. มัคคุเทศก์เฉพาะ (ศิลปวัฒนธรรม) ต้องได้รับปริญญาโทหรือเอกในสาขาสังคมศาสตร์หรือมนุษยศาสตร์ ซึ่งเส้นลักษณะวิชาประวัติศาสตร์โบราณคดี ศิลปินธรรม วรรณกรรมคดี และเคยเป็นวิทยากรภาคการศึกษานอกสถานที่มาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี ในหลักสูตรอบรมมัคคุเทศก์ ซึ่งจัดโดยสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษา

5. มัคคุเทศก์เฉพาะ (ทางทะเล) ต้องผ่านการอบรมตามหลักสูตร มัคคุเทศก์เฉพาะ (ทางทะเล)

6. มัคคุเทศก์เฉพาะ (ทางทะเลชายฝั่ง) ต้องผ่านการอบรมตามหลักสูตร มัคคุเทศก์เฉพาะ (ทางทะเลชายฝั่ง)

7. มัคคุเทศก์เฉพาะ (แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ) ต้องผ่านการอบรมตามหลักสูตร มัคคุเทศก์เฉพาะ (แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ)

8. มัคคุเทศก์เฉพาะ (วัฒนธรรมท้องถิ่น) ต้องผ่านการอบรมตามหลักสูตร มัคคุเทศก์เฉพาะ (วัฒนธรรมท้องถิ่น)

 

การปฏิบัติหน้าที่ของมัคคุเทศก์

ตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.. 2535 มาตรา 42 กำหนดว่า “มัคคุเทศก์ต้องปฏิบัติตามกฎกระทรวงว่าด้วยการปฏิบัติหน้าที่ การแต่งกาย มารยาท และความประพฤติของมัคคุเทศก์ และต้องติดเครื่องหมายแสดงการเป็นมัคคุเทศก์ที่ได้รับใบอนุญาตและต้องถือใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์ติดตัวอยู่ตลอดเวลาในขณะปฏิบัติหน้าที่ และพร้อมที่จะให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบได้

กฎกระทรวงฉบับที่ 2 (.. 2536) ออกตามความในพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.. 2535 ข้อ 11 กำหนดว่า “มัคคุเทศก์ต้องไม่กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด อันจะนำมาซึ่งความเสื่อมเสียชื่อเสียง และจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพ”

กฎกระทรวงฉบับที่ 2 (.. 2536) ออกตามความในพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.. 2535 ข้อ 12 กำหนดว่า มัคคุเทศก์ต้อง

1. แต่งกายสุภาพ และเหมาะสมกับสถานที่

2. ติดเครื่องหมายแสดงการเป็นมัคคุเทศก์ ซึ่งได้รับใบอนุญาตและใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์ไว้ที่อกเสื้อ เว้นแต่จะอยู่ในสภาพที่อาจจะปฏิบัติเช่นนั้นได้

3. ไม่บรรยาย อธิบายหรือบอกกล่าวเรื่องราวที่ไม่ถูกต้องแก่นักท่องเที่ยว อันจะนำมาซึ่งความเสื่อมเสียแก่ประเทศชาติและอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศ

กฎกระทรวงฉบับที่ 2 (.. 2536) ออกตามความในพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.. 2535 ข้อ 13 กำหนดว่า “มัคคุเทศก์ต้องไม่ทำการใดนอกเหนือความตกลงที่มีอยู่กับผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวหรือนักท่องเที่ยว

ในกรณีที่มัคคุเทศก์ได้กระทำการใดตามความประสงค์ของนักท่องเที่ยว และการนั้นอยู่นอกเหนือจากที่ตกลงไว้กับผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว มัคคุเทศก์ต้องแจ้งให้ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวทราบภายในเวลาอันควร

จากข้อกำหนดดังกล่าว จะเห็นได้ว่ามัคคุเทศก์จะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดต่างๆ ที่กฎหมายกำหนดไว้ ดังนี้

1. ไม่กระทำอย่างหนึ่งอย่างใดที่ก่อให้เกิดความเสียหายถึงชื่อเสียงเกียรติยศและจรรยาบรรณของอาชีพมัคคุเทศก์ กล่าวคือ

(1) การบังคับนักท่องเที่ยวซื้อรายการนำเที่ยวพิเศษ หมายถึง มัคคุเทศก์ที่แสดงกิริยาล่อลวงหรือขู่เข็ญหรือการกระทำใด เพื่อให้นักท่องเที่ยวอยู่ในสภาพที่ต้องปฏิบัติตามโดยไม่สมัครใจ นอกเหนือจากที่ได้ตกลงกันไว้กับผู้ประกอบการนำเที่ยว

(2) การนำไปซื้อสินค้าที่ล่อลวง หรือมีราคาสูงผิดปกติ เพื่อให้ตนเองได้ค่าบำเหน็จจากร้านค้าที่เกี่ยวข้อง

(3) การเรียกร้องขอเงินค่าทิป หมายถึง การพูดจาโน้มน้าวขอความเห็นอกเห็นใจแก่ตนว่าการนำเที่ยวครั้งนี้ขาดทุน ขอให้จ่ายค่าตอบแทนได้พิเศษ

(4) การยึดหนังสือเดินทางและบัตรโดยสารเครื่องบินไว้ จนกว่านักท่องเที่ยวจะจ่ายค่าตอบแทนบางประเภทให้ก่อน

(5) อธิบายหรือบอกกล่าวเรื่องราวแก่นักท่องเที่ยวอันจะนำมาซึ่งความไม่ถูกต้องและเสื่อมเสียแก่ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ รวมทั้งภาพพจน์ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

(6) ไม่รับผิดชอบงานในหน้าที่ของมัคคุเทศก์ ซึ่งจะต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของนักท่องเที่ยวตามข้อตกลงเกี่ยวกับรายการนำเที่ยวเป็นสาระสำคัญหรือละทิ้งหน้าที่การงาน

(7) ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ซื่อสัตย์สุจริต แสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบหรือการกระทำใดเพื่อให้นักท่องเที่ยวอยู่ในสภาพที่ต้องปฏิบัติตามโดยไม่สมัครใจ

(8) ไม่ปฏิบัติอันเป็นการฝ่าฝืนศีลธรรมอันดี

(9) ไม่ปฏิบัติตนขัดต่อขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของท้องถิ่น และกฎระเบียบของสถานที่ท่องเที่ยวแต่ละแห่ง

2. ในขณะปฏิบัติหน้าที่มัคคุเทศก์ ต้องแต่งกายสุภาพและเหมาะสมกับสถานที่

3. ต้องไม่กระทำการใดนอกเหนือจากข้อตกลงที่มีไว้กับผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวหรือนักท่องเที่ยว

 

อายุใบอนุญาต

ตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.. 2535 มาตรา 43 กำหนดว่า “ใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์ให้มีอายุสี่ปีนับแต่วันที่ออกใบอนุญาต

มัคคุเทศก์ซึ่งประสงค์จะต่อใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์ ต้องยื่นขอต่ออายุใบอนุญาตต่อนายทะเบียนก่อนใบอนุญาตสิ้นอายุ และเมื่อได้ยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตแล้วให้เป็นมัคคุเทศก์ต่อไปจนกว่าจะได้รับแจ้งการไม่อนุญาตจากนายทะเบียน

มัคคุเทศก์ผู้ใดไม่ขอต่อใบอนุญาตก่อนใบอนุญาตสิ้นอายุให้เลิกเป็นมัคคุเทศก์ตั้งแต่วันที่ใบอนุญาตสิ้นอายุ”

 

ค่าธรรมเนียมการออกใบอนุญาต

ตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.. 2535 มาตรา 49 กำหนดว่าในการออกใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์ตามมาตรา 39 หรือใบแทนใบอนุญาตดังกล่าวให้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมตามอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง

กฎกระทรวงฉบับที่ 4 (.. 2536) แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 7 (.. 2539) ออกตามความในตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.. 2535 ได้กำหนดค่าธรรมเนียมการออกใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์ การต่ออายุ และใบแทนใบอนุญาตไว้ดังนี้

1. ใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์ทั่วไป                                   ฉบับละ                  200  บาท

2. ใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์เฉพาะ                                  ฉบับละ                  100  บาท

3. ใบแทนใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์                                ฉบับละ                    50  บาท

4. ใบอนุญาตฉบับต่ออายุ (มัคคุเทศก์ทั่วไป ฉบับละ                  200  บาท

     มัคคุเทศก์เฉพาะ ฉบับละ 100 บาท)

 

การเพิกถอนใบอนุญาต

เมื่อนายทะเบียนได้รับทราบว่ามัคคุเทศก์คนใดคนหนึ่งขาดคุณสมบัติตามที่กฎกระทรวงกำหนดหรือเป็นผู้ที่เคยถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตมาแล้ว และยังฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ หรือกฎกระทรวงที่ออกตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.. 2535 หรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของนายทะเบียน

นายทะเบียนมีอำนาจสั่งเพิกถอนใช้ใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์ได้และมัคคุเทศก์ผู้นั้นต้องคืนใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์แก่นายทะเบียนภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ถูกเพิกถอน ในการสั่งเพิกถอนใบอนุญาต นายทะเบียนต้องทำหนังสือแจ้งให้มัคคุเทศก์ทราบ และถ้าส่งไม่ได้หรือมัคคุเทศก์ไม่ยอมรับหนังสือแจ้ง นายทะเบียนจะปิดคำสั่งไว้ ณ ที่ทำการของสำนักงานทะเบียนซึ่งกฎหมายให้ถือว่ามัคคุเทศก์ได้รับคำสั่งพักใช้ใบอนุญาตนั้นแล้ว และนอกจากนี้นายทะเบียนจะรายงานการสั่งเพิกถอนใบอนุญาตให้คณะกรรมการธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ทราบ

 

บทลงโทษ

พระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.. 2535 มาตรา 65 กำหนดว่า “ผู้ใดฝ่าฝืน มาตรา 39 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

บทบัญญัติมาตรานี้เป็นการกำหนดความรับผิดชอบของผู้เป็นมัคคุเทศก์ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 39 คือ “ห้ามมิให้ผู้ใดเป็นมัคคุเทศก์ เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์จากนายทะเบียน” ซึ่งผู้ที่ได้รับโทษอาจถูกจำคุกตั้งแต่ 1 วัน จนถึง 6 เดือน หรือถูกปรับตั้งแต่ 1 บาท จนถึง 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับพร้อมกัน โดยอยู่ในดุลยพินิจของศาล

มาตรา 66 กำหนดว่า “มัคคุเทศก์ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา 42 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท”

บทบัญญัติมาตรานี้เป็นการกำหนดบทลงโทษสำหรับมัคคุเทศก์ที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ เช่น การแต่งกายไม่สุภาพ การไม่ติดใบอนุญาต เป็นต้น ซึ่งผู้กระทำความผิดจะต้องถูกปรับตั้งแต่ 1 บาท ถึง 50,000 บาท โดยอยู่ในดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้มีอำนาจเปรียบเทียบปรับ

 

เขตอำเภอของสำนักงานทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์

เพื่อให้การควบคุมและการจัดระเบียบของธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์เป็นตามวัตถุประสงค์ที่กฎหมายกำหนด พระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.. 2535 มาตรา 50 มาตรา 51 และ มาตรา 52 ได้กำหนดให้จัดตั้งสำนักงานทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์กรุงเทพมหานคร และจัดตั้งสำนักงานทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์จังหวัดขึ้นพร้อมทั้งกำหนดเขตอำนาจครอบคลุมจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศดังนี้

1. สำนักงานทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์กรุงเทพมหานครตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร มีนายทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์กรุงเทพมหานครเป็นผู้รับผิดชอบ มีเขตอำนาจครอบคลุมในเขตกรุงเทพมหานครและจังหวัดต่างๆ คือ นครปฐม ราชบุรี กาญจนบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี นนทบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา สระบุรี สิงห์บุรี สุพรรณบุรี อ่างทอง ชลบุรี อุทัยธานี ลพบุรี นครสวรรค์ นครนายก ตราด สมุทรปราการ ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา จันทบุรี ระยอง และชัยนาท (รวม 28 จังหวัด)

2. สำนักงานทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์จังหวัดภาคเหนือ ตั้งอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ มีนายทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์จังหวัดภาคเหนือเป็นผู้รับผิดชอบ มีเขตอำนาจครอบคลุมจังหวัดเชียงใหม่ ลำปาง  ลำพูน  เชียงราย  อุตรดิตถ์  แพร่  น่าน  พะเยา  แม่ฮ่องสอน  กำแพงเพชร  สุโขทัย ตาก  พิษณุโลก  พิจิตร  และเพชรบูรณ์ (รวม 15 จังหวัด)

3. สำนักงานทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์จังหวัดภาคใต้เขต 1 ตั้งอยู่ที่ อำเภหาดใหญ่  จังหวัดสงขลา มีนายทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์จังหวัดภาคใต้เขต 1 รับผิดชอบมีเขตอำนาจครอบคลุมจังหวัดสงขลา  ยะลา  นราธิวาส  ปัตตานี  สตูล  พัทลุง  นครศรีธรรมราช  และตรัง (รวม 8 จังหวัด)

4. สำนักงานทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์จังหวัดภาคใต้เขต 2 ตั้งอยู่ที่จังหวัดภูเก็ต มีนายทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์จังหวัดภาคใต้เขต 2 รับผิดชอบ มีเขตอำนาจครอบคลุมจังหวัดภูเก็ต  กระบี่  พังงา  สุราษฎร์ธานี  ระนอง และชุมพร (รวม 6 จังหวัด)

5. สำนักงานทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตั้งอยู่ที่จังหวัดนครราชสีมา มีนายทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นผู้รับผิดชอบ มีเขตอำนาจครอบคลุมจังหวัดนครราชสีมา  บุรีรัมย์  สุรินทร์  ศรีสะเกษ  ยโสธร  อุบลราชธานี  ชัยภูมิ  ขอนแก่น  อุดรธานี  เลย  หนองคาย  ร้อยเอ็ด  กาฬสินธุ์  สกลนคร  นครพนม  มุกดาหาร  อำนาจเจริญ  มหาสารคาม  และหนองบัวลำภู  (รวม 19 จังหวัด)

 

เจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา

พระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.. 2535

มาตรา 58 กำหนดว่า “ในการปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ ให้นายทะเบียนและพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 3 กำหนดว่า “พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า ผู้ซึ่งผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยแต่งตั้งให้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้”

มาตรา 56 กำหนดว่า “ในการปฏิบัติหน้าที่ นายทะเบียนหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ต้องแสดงบัตรประจำตัวต่อบุคคลที่เกี่ยวข้อง บัตรประจำตัวนายทะเบียนและพนักงานเจ้าหน้าที่ให้เป็นไปตามแบบที่กำหนดในกฎกระทรวง”

พระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.. 2535 เป็นกฎหมายในลักษณะเดียวกับกฎหมายอาญา ซึ่งได้กำหนดบทลงโทษของผู้กระทำไว้ทั้งโทษปรับและโทษจำคุก ดังนั้น การปฏิบัติหน้าที่ของนายทะเบียนและพนักงานเจ้าหน้าที่จำเป็นต้องกระทำโดยเคร่งครัดถูกต้องและรัดกุม เพื่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง กฎหมายจึงกำหนดให้นายทะเบียนและพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นเจ้าพนักงานตามประมาวลกฎหมายอาญา อันเป็นการปกป้องคุ้มครองสิทธิของผู้ที่มีอำนาจหน้าที่กระทำตามกฎหมาย และผู้ที่ได้รับผลกระทบต่อกฎหมายด้วย กล่าวคือ ปกป้องคุ้มครองพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติโดยชอบด้วยกฎหมายมิให้ถูกละเมิด ผู้ฝ่าฝืนจะได้รับโทษสูงขึ้นเช่นกัน และในการแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเท่านั้นเป็นผู้มีอำนาจ และการแต่งตั้งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจะจัดทำบัตรประจำตัวพนักงานเจ้าหน้าที่ให้แก่ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งด้วย ซึ่งในการปฏิบัติหน้าที่จะต้องแสดงบัตรประจำตัวพนักงานต่อผู้ที่เกี่ยวข้องด้วยเช่นกัน

 

การควบคุม

พระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.. 2535 มาตรา 54 กำหนดว่า “ในการควบคุมธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ ให้นายทะเบียนหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ที่นายทะเบียนมอบหมาย มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้

1. เข้าไปในสถานที่ทำการของผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยวในระหว่างเวลาทำการ เพื่อตรวจสอบใบอนุญาต สภาพและลักษณะของสถานที่ที่ทำการ เครื่องมือเครื่องใช้และยานพาหนะที่ใช้ในการประกอบธุรกิจนำเที่ยว ตลอดจนจำนวนและประวัติของตัวแทนและลูกจ้างของผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้

2. เรียกให้ผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยว ตัวแทน หรือลูกจ้างให้ถ้อยคำหรือชี้แจงเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจนำเที่ยวหรือส่งเอกสารหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวกับการประกอบธุรกิจนำเที่ยวเพื่อตรวจสอบ

3. เรียกให้มัคคุเทศก์มาให้ถ้อยคำหรือชี้แจงเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะมัคคุเทศก์ตลอดจนให้ส่งรายงานการปฏิบัติหน้าที่ในระยะเวลาที่ผ่านมาเพื่อตรวจสอบ

มาตรา 55 กำหนดว่า “การมอบหมายให้พนักงานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 54 ให้นายทะเบียนมองหมายเป็นหนังสือทุกครั้ง”

จากข้อกฎหมายดังกล่าวจะเห็นได้ว่ากฎหมายได้ให้อำนาจนายทะเบียนและพนักงานเจ้าหน้าที่ที่จะเข้าไปในสถานที่ทำการของผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวในระหว่างเวลาทำการเพื่อตรวจสอบใบอนุญาต สภาพ และลักษณะของสถานที่ทำการ เครื่องมือเครื่องใช้และยานพาหนะที่ใช้ในการประกอบธุรกิจนำเที่ยว ตลอดจนจำนวนและประวัติของตัวแทน และลูกจ้างของผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยว หรือเรียกให้ผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยว ตัวแทนหรือลูกจ้างมาให้ถ้อยคำ หรือชี้แจงเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจนำเที่ยวเพื่อตรวจสอบ และเรียกให้มัคคุเทศก์มาให้ถ้อยคำหรือชี้แจงเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะมัคคุเทศก์ ตลอดจนให้ส่งรายงานการปฏิบัติหน้าที่ในระยะเวลาที่ผ่านมา เพื่อตรวจสอบได้ตามที่เห็นสมควร แต่สำหรับในการกระทำของพนักงานเจ้าหน้าที่ดังกล่าวจะต้องได้รับมอบหมายจากพนักงานนายทะเบียนเป็นหนังสือทุกครั้ง

 

ฐานความผิด / ข้อหา

มาตรา

อัตราโทษ

  6. คู่สมรสหรือบุตรที่บรรลุนิติภาวะแล้วของผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวที่ตายไม่ประสงค์จะประกอบธุรกิจนำเที่ยวต่อไป ไม่แจ้งให้นายทะเบียนทราบภายใน 60 วัน

  7. ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวไม่ส่งคืนใบอนุญาตที่สิ้นอายุแก่นายทะเบียนภายใน 30 วัน

 

  8. ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว

      (1) ไม่ส่งคืนใบอนุญาต และ

      (2) แจ้งความประสงค์เลิกประกอบธุรกิจนำเที่ยว ต่อนายทะเบียนล่วงหน้าภายใน 30

  9. ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวไม่ส่งคืนใบอนุญาตต่อนายทะเบียนภายใน 30 วัน เมื่อถูกเพิกถอนใบอนุญาต

.29

วรรคสอง

ต้องโทษ

.61

.28 วรรคสี่

ต้องโทษ

.62

.30

ต้องโทษ

.62

 

.33 วรรคสอง

ต้องโทษ

.62

- ปรับไม่เกิน 1,000 .-

 

- นับแต่ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวตาย

- ปรับไม่เกิน 1,000.-

 

 

- ปรับไม่เกิน 1,000 .-

 

 

 

- ปรับไม่เกิน 1,000.-

- นับแต่ วันที่ทราบคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาต

 

ฐานความผิด / ข้อหา

มาตรา

อัตราโทษ

10. ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวซึ่งถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาต ได้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวในระหว่างที่ถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาต

11. ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวไม่แสดงใบอนุญาตไว้ในที่เปิดเผยเห็นได้ง่าย ณ สถานที่ประกอบธุรกิจนำเที่ยวที่ระบุไว้ในใบอนุญาต

 

หมวด 3 มัคคุเทศก์

12. ผู้เป็นมัคคุเทศก์โดยมิได้รับใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์จากนายทะเบียน

 

13. มัคคุเทศก์ไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวง

      - ว่าด้วยการปฏิบัติหน้าที่

      - การแต่งกาย

      - มารยาท และ

      - ความประพฤติของมัคคุเทศก์

14. มัคคุเทศก์ไม่ติดเครื่องหมายแสดงการเป็นมัคคุเทศก์ที่ได้รับใบอนุญาตขณะปฏิบัติหน้าที่

15. มัคคุเทศก์ที่ไม่มีใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์ติดตัวพร้อมที่จะให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบได้

16. มัคคุเทศก์ไม่ยื่นคำขอรับ

       - เครื่องหมายแสดงการเป็นมัคคุเทศก์

       - ใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์

17. มัคคุเทศก์ปฏิบัติหน้าที่เป็นมัคคุเทศก์ในระหว่างที่ถูกพักใช้ใบอนุญาต

 

18. มัคคุเทศก์ไม่ส่งคืน

       - ในอนุญาต และ

       - เครื่องหมายแสดงการเป็นมัคคุเทศก์เนื่องจากใบอนุญาตสิ้นอายุไม่ต่ออายุในอนุญาต

 

.32 วรรคสาม

ต้องโทษ

.63

.37 วรรคหนึ่ง

ต้องโทษ

.64

 

 

.39

ต้องโทษ

.65

.42 ต้องโทษ

.66

 

 

 

.42 ต้องโทษ

.66

.42 ต้องโทษ

.66

.42 วรรคสอง

ต้องโทษ

.66

. 45 วรรคสาม

ต้องโทษ ม.67

 

.43

วรรคห้า

ต้องโทษ

.68

- ปรับ 1 – 500,000.- และปรับอีกวันละ 1,000.- ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่

- ปรับไม่เกิน 1,000 .-

 

 

 

 

- จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือ

- ปรับไม่เกิน 50,000 .- หรือ

- ทั้งจำทั้งปรับ

- ปรับไม่เกิน 5,000.-

 

 

 

 

- ปรับไม่เกิน 5,000.-

 

- ปรับไม่เกิน 5,000.-

 

- ปรับไม่เกิน 5,000.-

 

 

- จำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือ

- ปรับไม่เกิน 5,000.- หรือ

- ทั้งจำทั้งปรับ

- ปรับไม่เกิน 1,000.-

 

ฐานความผิด / ข้อหา

มาตรา

อัตราโทษ

19. มัคคุเทศก์ไม่ส่งคืน

      - ใบอนุญาต และ

      - เครื่องหมายแสดงการเป็นมัคคุเทศก์เนื่องจากถูกเพิกถอนใบอนุญาต

 

หมวด 4 การควบคุม

20. ผู้ขัดขวางหรือไม่อำนวยความสะดวกแก่นายทะเบียนหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ได้รบมอบหมายเป็นหนังสือจากนายทะเบียนซึ่งปฏิบัติหน้าที่

.43

วรรคห้า

ต้องโทษ

.68

 

 

.59

ต้องโทษ

.69

- ปรับไม่เกิน 1,000.-

 

 

 

 

 

- จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือ

- ปรับไม่เกิน 5,000.- หรือ

- ทั้งจำทั้งปรับ

 


 

ความผิดฐานฉ้อโกง

 

ความผิดฐานฉ้อโกง ได้แก่ ความผิดตามมาตรา 341 ซึ่งบัญญัติว่า

                “ผู้ใดโดยทุจริต หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงดังว่านั้น ได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม หรือทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม ทำ ถอน หรือทำลายเอกสารสิทธิ ผู้นั้นกระทำความผิดฐานฉ้อโกง ต้องระวางโทษ…”

 

ความผิดฐานนี้มีองค์ประกอบความผิดดังนี้

องค์ประกอบความผิด

                1. องค์ประกอบภายนอก   ได้แก่

                                .ผู้กระทำ             :              ผู้ใด

                                .การกระทำ        :              การหลอกลวง โดย

(1)    (1)    แสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือ

(2)    (2)    ปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง

.กรรม                  :              ผู้อื่น

.ผลของการทำ   :              ทำให้ผู้อื่นหลงเชื่อ และมีความเสียหายในทางทรัพย์สินของผู้

อื่น โดย

(1)    (1)    ผู้กระทำได้ทรัพย์สินไป หรือ

(2)    (2)    มีการทำ / ถอน / ทำลายเอกสารสิทธิ

2. องค์ประกอบภายใน ได้แก่

                .มีเจตนาธรรมดาตามมาตรา 59

                .มีเจตนาพิเศษ “โดยทุจริต”

ความผิดฐานฉ้อโกงมาตรา 341 เป็นความผิดพื้นฐานของความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงตามมาตรา 343, 344 เป็นต้น

 

สาระสำคัญของความผิด

            1. คุณธรรมทางกฎหมาย

                ความผิดฐานนี้มีคุณธรรมทางกฎหมายอย่างเดียว คือ ความเสียหายในทางทรัพย์สินของผู้อื่น ดังนั้นความผิดฐานฉ้อโกงจึงมุ่งที่จะคุ้มครองทรัพย์สินโดยเฉพาะ และความผิดฐานนี้ไม่ได้คุ้มครองความไว้วางใจของผู้อื่น หรือเสรีภาพในการจ่ายโอนทรัพย์สินซึ่งต่างจากกรรโชกและรีดเอาทรัพย์ ซึ่งจะได้กล่าวต่อไป

                2. ผู้กระทำความผิด

                มาตรา 341 บัญญัติว่า “ผู้ใด” กฎหมายจึงไม่จำกัดว่าใครจะเป็นผู้กระทำความผิดฐานนี้

                3. การกระทำที่เป็นความผิด

                การกระทำที่เป็นความผิด ได้แก่ “การหลอกลวง” ซึ่งหมายถึงการกระทำให้เข้าใจผิดหรือหลงผิด สำคัญผิด ทั้งนี้ การหลอกลวงอาจกระทำโดย

(1)    (1)    การแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือ

(2)    (2)    การปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งก็ได้

3.1 การหลอกลวงด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ

ที่จะถือว่ามีการแสดงข้อความอันเป็นเท็จนั้น จะต้องมีสาระสำคัญ 3 ประการ ดังนี้

. ลักษณะของข้อความเท็จ

ที่ว่าเป็น “เท็จ” นั้น แสดงว่าต้องมีการเปรียบเทียบข้อความ 2 ประการ กล่าวคือ ต้องมีข้อความอันใดอันหนึ่งอยู่แล้วซึ่งเป็น ข้อความจริง และเปรียบเทียบกับอีกข้อความหนึ่งซึ่งเป็นข้อความที่กล่าวอ้าง ซึ่งถ้าไม่ตรงกับข้อความจริงก็เรียกว่าเป็นข้อความเท็จ ดังนั้น ข้อความจริงจึงต้องเกี่ยวกับเหตุการณ์ในอดีต หรือในปัจจุบัน ถ้าพูดผิดไปจากที่เป็นข้อความจริงก็เรียกว่า “เป็นข้อความเท็จ”

แต่ถ้าพูดถึงข้อความที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ในอนาคตแล้ว ตามปกติจะมีการกล่าวเท็จไม่ได้ เพราะเหตุการณ์ยังไม่เกิดขึ้นจึงจะว่าเป็นการกล่าวเท็จไม่ตรงกับข้อความจริงไม่ได้

ดังนั้นจึงถือเป็นหลักว่า ที่จะเป็นเท็จได้ ต้องเป็นเหตุการณ์ในอดีตหรือปัจจุบันเท่านั้น

การกล่าวถึงเหตุการณ์ข้างหน้าที่ยังไม่เกิด จึงไม่มีทางเป็นเท็จได้ แต่อาจเป็นเพียงคำมั่นสัญญา ซึ่งการผิดคำมั่นสัญญาไม่ใช่มูลของความผิดฐานฉ้อโกงแต่อย่างใด

คำพิพากษาฎีกาที่ 1187/2500 (ประชุมใหญ่) วินิจฉัยว่า จำเลยกล่าวแก่ผู้เสียหายว่า จำเลยร้อนเงินขอยืมเข็มขัดนากไปจำนำก่อนเพื่อเอาเงินไปใช้หนี้ รุ่งขึ้นจะไถ่คืนให้เช่นนี้เป็นแต่จำเลยรับจะทำอะไรแล้วไม่ทำเท่านั้น ไม่ถือเป็นการหลอกหลวงอันจะเป็นผิดฐานฉ้อโกง (ฎน.1161)

. วิธีการแสดงข้อความเท็จ

การแสดงข้อความอันเป็นเท็จ อาจกระทำโดยวาจา โดยการกระทำ หรืออาจทำโดยลายลักษณ์อักษรก็ได้ เช่น การเปลี่ยนป้ายราคาสินค้า หรือการออกเช็คโดยไม่มีเงิน เพราะการออกเช็คเท่ากับอ้างว่ามีเงินจ่ายตามเช็คนั้น

คำพิพากษาฎีกาที่ 1014/2505 วินิจฉัยว่า จ. จะให้จำเลยกู้เงินมีหลักฐานมาประกัน จำเลยก็พูดอวดอ้างว่าจำเลยมีเงินฝากที่ธนาคารแล้วเอาเช็คออกมาเซ็นให้ ทั้งที่ไม่มีเงินฝากธนาคารเลย และเช็คก็เป็นเช็คของคนอื่นที่ปิดบัญชีแล้ว การกระทำดังกล่าวเป็นการแสดงข้อความอันเป็นเท็จตามมาตรา 341 ประมวลกฎหมายอาญาแล้ว (ฎน. 982)

นอกจากนั้นการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ อาจทำได้โดยการแสดงตนเป็นคนอื่นก็ได้ดั่งจะเห็นได้จากมาตรา 342 (1)

. ประเภทของข้อความเท็จ

“ข้อความอันเป็นเท็จ” นั้น อาจเป็น

1. ข้อเท็จจริงภายนอก หรือข้อเท็จจริงที่สามารถเห็น ได้ยิน สัมผัส หรือดมได้ หรือ

2. ข้อเท็จจริงภายใน คือ ข้อเท็จจริงที่เกี่ยวแก่เจตนาหรือความคิดเห็นของผู้กระทำ เช่น เป็นแผนการ หรือความต้องการ เป็นต้น ถ้าขณะแสดงข้อความนั้น ไม่ตรงกับที่ตนมีเจตนาหรือมีความคิดไว้ก็เป็นข้อความเท็จและเข้าข่ายการฉ้อโกงได้

ดังนั้นการกล่าวว่าตนมีเจตนาทำอะไร ซึ่งความจริงไม่มีเจตนาเช่นนั้นก็อาจเป็นเท็จได้ (แม้จะเป็นเหตุการณ์ในอนาคตก็ตาม ก็ถือว่าเป็นเท็จในตัว) แต่ทั้งนี้ต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงเป็นเรื่องๆ ไป แต่ทั้งนี้จะต้องไม่ใช่เป็นเพียงการผิดสัญญาทางแพ่งเท่านั้น

คำพิพากษาฎีกาที่ 102/2485 วินิจฉัยว่า จำเลยพาคนไปทำสัญญาเช่าซื้อจักรเมื่อได้จักรแล้ว วันนั้นเองก็จำนำจักรนั้นเลยถือว่าการทำสัญญาเช่าซื้อเป็นอุบายเท็จในเชิงหลอกลวงเท่านั้น เป็นผิดฐานฉ้อโกง (ขศ.31)

คำพิพากษาฎีกาที่ 707/2516 วินิจฉัยว่า ยืมเงินผู้เสียหายว่าจะนำไปซื้อเบี้ยเลี้ยงตำรวจแล้วจะให้ผลประโยชน์แก่ผู้เสียหาย เป็นเรื่องที่รับจะไปทำกิจการอย่างใดอย่างหนึ่งในการใช้เงินที่ยืมเพื่อกิจการของตนเองในโอกาสข้างหน้า เป็นเพียงการให้คำมั่นสัญญาแก่ผู้เสียหายถึงผลงานที่จะไปกระทำเท่านั้น การที่ไม่เอาเงินที่ยืมไปซื้อเบี้ยเลี้ยงตำรวจ จึงเป็นเรื่องผิดคำมั่นสัญญาเท่านั้น ไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง (ฎน. 735)

3.2 การหลอกลวงด้วยการปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง

อย่างใดจะถือว่าเป็นการปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งนั้น หากพิจารณาจากข้อความที่ว่า “ควรบอกให้แจ้ง” แสดงว่า

1) ผู้กระทำการหลอกลวงนั้น จะต้องมีหน้าที่แจ้งข้อความให้ทราบด้วย เพราะถ้าไม่มีหน้าที่แล้วไม่บอก ก็จะว่าปกปิดไม่ได้

2) การกระทำในข้อนี้ ถือว่าเป็นการกระทำในทางลบในข้อที่ว่าถือเป็นการปกปิดซ่อนเร้นไม่ให้คู่กรณีรู้ถึงข้อความที่ผู้นั้นควรได้รู้

3) สำหรับหน้าที่ในการแจ้งให้ทราบนั้น อาจเกิดจากหน้าที่ 4 ประการ ดังนี้

. มีหน้าที่ตามกฎหมาย

     ในกรณีที่กฎหมายกำหนดหน้าที่ไว้ แต่ไม่ทำการแจ้งให้ทราบ ทำให้ผู้นั้นเข้าใจผิด

. มีหน้าที่ตามสัญญา

     เป็นกรณีที่คู่กรณีทำสัญญาไว้โดยเจาะจงว่าฝ่ายหนึ่งจะต้องแจ้งข้อความจริงให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบ ถ้าไม่แจ้งก็เท่ากับเป็นการปกปิดข้อความจริง

. มีหน้าที่ที่เกิดจากความสุจริต และความไว้วางใจต่อกันและกัน

     เป็นหน้าที่ที่เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างคู่กรณีในด้านต่างๆ เช่น พ่อค้าทำให้เกิดหน้าที่ถ้าไม่แจ้งเท่ากับเป็นการปกปิด

. มีหน้าที่ที่เกิดจากการกระทำก่อนๆ ของตน ซึ่งอาจทำให้สำคัญผิด เช่น พ่อค้าของใหม่แต่เอาของเก่ามาตบแต่งขายเป็นของใหม่ เป็นต้น

4. กรรมของการกระทำ

กรรมของการกระทำความผิดฐานนี้ ได้แก่ ผู้อื่นซึ่งถูกหลอกลวง ส่วนความเสียหายที่เกิดขึ้นอาจเกิดความเสียหายแก่ผู้ถูกหลอกลวงโดยตรง หรือบุคคลที่ 3 แม้จะไม่ถูกหลอกลวงโดยตรงก็ได้

คำพิพากษาฎีกาที่ 1331/2516 วินิจฉัยว่า จำเลยหลอกลวงเจ้าพนักงานที่ดินว่าที่ดินของโจทก์เป็นของจำเลย เจ้าพนักงานหลงเชื่อได้ออกโฉนดให้แก่จำเลย เช่นนี้โจทก์ไม่ได้ถูกหลอกลวง และจำเลยก็ไม่ได้ทรัพย์สินอะไรไปจากโจทก์ ถือไม่ได้ว่าจำเลยได้กระทำผิดต่อโจทก์ฐานฉ้อโกง (ฎน.1074)

5. ผลของการประทำ

ความผิดฐานนี้เป็นความผิดที่ต้องการผลกล่าวคือ ที่จะถือเป็นความผิดสำเร็จนั้นจำต้องได้มีการโอนทรัพย์สินไป โดยที่การส่งมองทรัพย์สินหรือมีการทำ ถอน หรือทำลายเอกสารสิทธิอันเป็นผลจากการที่ตนหลงเชื่อ

5.1 ความผิดฐานฉ้อโงนี้จะเป็นความผิดสำเร็จก็ต่อเมื่อผู้ถูกหลอกลวงหลงเชื่อซึ่งเป็นองค์ประกอบภายนอกประการหนึ่งในส่วนความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำและผล หากผู้ถูกหลอกลวงไม่หลงเชื่อ ก็เป็นเพียงขั้นพยายามฉ้อโกงเท่านั้น

5.2 ความเสียหายในทางทรัพย์สินจะต้องมีขึ้นและต้องเป็นผลโดยตรงจากการหลอกลวงและมีการโอนทรัพย์สินเกิดขึ้น กล่าวคือ ต้องมีความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำและผล หรืออีกนัยหนึ่งก็เพราะเขาหลงเชื่อจึงมีความเสียหายทางทรัพย์สินเกิดขึ้น

คำพิพากษาฎีกาที่ 2444/2532 วินิจฉัยว่า ความผิดฐานฉ้อโกงเป็นความผิดที่มีผลเกิดขึ้นต่างหากจากการกระทำ คือต้องเป็นการได้ไปซึ่งทรัพย์สินโดยการหลอกลวง การที่จำเลยได้ทรัพย์สินจากผู้เสียหายโดยการเล่นแชร์ ซึ่งเล่นกันจำนวน 90 มือ มีการประมูลแชร์และเก็บเงินจากผู้เล่นให้แก่ผู้ประมูลถึง 57 มือแล้ว ต่อมาจำเลยซึ่งเป็นหัวหน้าวงผิดนัดไม่เก็บเงินจากผู้เล่นแชร์ และไม่ดำเนินการประมูลแชร์ต่อไปตามหน้าที่ จึงเป็นการผิดสัญญาเล่นแชร์ซึ่งเป็นความผูกพันทางแพ่ง การกระทำของจำเลยหาเป็นความผิดฐานฉ้อโกงไม่ (ฎน.300)

นอกจากนั้น แม้ผู้ถูกหลอกลวงจะหลงเชื่อ แต่ไม่ได้เกิดความเสียหายในทางทรัพย์สินขึ้นก็เป็นเพียงการพยายามกระทำความผิดฐานฉ้อโกงเท่านั้น

คำพิพากษาฎีกาที่ 1125/2527 วินิจฉัยว่า จำเลยนำความเท็จมาอวดอ้างแก่ผู้เสียหายว่าสามารถติดต่อกับบริษัทสุรา ม. ให้แต่งตั้งผู้เสียหายเป็นตัวแทนจำหน่ายสุราได้ซึ่งไม่เป็นความจริง เนื่องจากจำเลยไม่มีอำนาจหน้าที่ที่จะกระทำได้ โดยจำเลยมีเจตนาทุจริตที่จะหลอกลวงเอาทรัพย์สินจากผู้เสียหาย แม้ผู้เสียหายจะไม่ส่งมอบทรัพย์ให้ตามที่จำเลยหลอกลวง การกระทำของจำเลยก็เป็นความผิดฐานพยายามฉ้อโกงผู้เสียหาย (ฎน. 673)

ความเสียหายทางทรัพย์สิน ตามที่มาตรา 341 กำหนดไว้ ได้แก่

. การส่งมอบทรัพย์สิน (ดูความหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 138) หรือ

. มีการทำ ถอน หรือทำลาย เอกสารสิทธิ (ดูความหมายตามมาตรา 1(9)) ซึ่งทรัพย์สินหรือเอกสารสิทธินี้ อาจเป็นของบุคคลที่ 3 ก็ได้ ดังนั้น ตามมาตรา 341 ผู้ถูกหลอกกับผู้ที่เสียหายไม่จำเป็นต้องเป็นคนเดียวกัน

คำพิพากษาฎีกาที่ 4046/2536 วินิจฉัยว่า เอกสารสัญญาที่เป็นเอกสารสิทธิแม้จะเป็นเพียงกระดาษแผ่นเดียวก็ถือว่าเป็ฯทรัพย์ จำเลยหลอกลวงเอาเอกสารสัญญาของโจทก์ไป จึงมีความผิดฐานฉ้อโกง (ฎน. 2373)

6. องค์ประกอบภายใน

มีอยู่ 2 ประการ ได้แก่

(1) เจตนาธรรมดา ตามมาตรา 59

คือ รู้ว่าข้อความนั้นเป็นเท็จ และต้องการหลอกลวงให้หลงเชื่อ เพื่อให้โอนให้ซึ่งทรัพย์สิน หรือมีหน้าที่เปิดเผยข้อเท็จจริง แต่ปกปิดข้อความนั้นไว้

(2) เจตนาพิเศษโดยทุจริต (ดูมาตรา 1(1))

คำพิพากษาฎีกาที่ 1626/2531 วินิจฉัยว่า ผู้เสียหายตกลงขายข้าวเปลือกจำนวนมากแก่จำเลย โดยยินยอมให้จำเลยนำข้าวเปลือกที่ตกลงซื้อขายกันนั้นไปก่อน แล้วมีข้อสัญญาว่าจำเลยจำชำระราคาให้ภายหลังตามวันที่กำหนด ซึ่งเป็นเรื่องปกติธรรมดาในการซื้อขายกัน เมื่อจำเลยผิดนัดไม่ชำระราคาให้ตามวันที่ให้สัญญาจึงเป็นเรื่องผิดสัญญาทางแพ่ง แม้โจทย์จะบรรยายฟ้องว่าจำเลยมีเจตนาทุจริตก็เป็นเรื่องที่บรรยายเพื่อให้ครบองค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกงไม่ทำให้คดีผิดสัญญาทางแพ่งกลับกลายเป็นคดีอาญา (ฎน.1568)

7. การระวางโทษสูงขึ้น

ผู้กระทำความผิดฐานฉ้อโกงจะต้องระวางโทษสูงขึ้น ตามมาตรา 342 ซึ่งบัญญัติว่า

“ถ้าในการกระทำความผิดฐานฉ้อโกง ผู้กระทำ

                (1) แสดงตนเป็นคนอื่น หรือ

                (2) อาศัยความเบาปัญญาของผู้ถูกหลอกลวงซึ่งเป็นเด็ก หรืออาศัยความอ่อนแอแห่งจิตของผู้ถูกหลอกลวง

ผู้กระทำต้องระวางโทษ…”

คำพิพากษาฎีกาที่ 2239/2522 วินิจฉัยว่า ใช้เอกสารใบทะเบียนรถยนต์ สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาบัตรประชาชน หลอกลวงโดยแสดงเป็นผู้มีชื่อในบัตรประชาชนขายรถยนต์แก่ผู้เสียหาย เป็นการใช้เอกสารปลอม ฉ้อโกงโดยหลอกว่าเป็นคนอื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268, 341, 342 ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 บทหนักกรรมเดียว (ฎน. 1808)

คำพิพากษาฎีกาที่ 3839/2529 วินิจฉัยว่า นอกจากจะได้กล่าวในฟ้องว่าจำเลยหลอกลวงโจทก์โดยอาศัยความโง่เขลาเบาปัญญา และความอ่อนแอแห่งจิตของโจทก์แล้ว โจทก์ก็ยังบรรยายข้อความที่จำเลยหลอกลวงโจทก์อีกว่า เหล็กไหลสามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บที่โจทก์กำลังเป็นอยู่นั้นให้หายขาดได้ ซึ่งพอเป็นที่เข้าใจได้ว่า ความอ่อนแอแห่งจิตของโจทก์เนื่องมาจากความเจ็บป่วย และคำว่าโง่เขลาเบาปัญญาก็แสดงอยู่ว่าโจทก์นั้นถูกหลอกลวงให้หลงเชื่อได้ง่ายกว่าคนมีจิตปกติ ฟ้องโจทก์จึงสมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 342 (2) และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว (ฎน. 3089)

8. ลักษณะทางวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 348 กำหนดให้ความผิดฐานฉ้อโกงนี้เป็นความผิดที่ยอมความได้


 

ความผิดฐานขายสินค้าหลอกลวง

               

ความผิดฐานขายสินค้าโดยหลอกลวง ได้แก่ ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 271 ซึ่งบัญญัติว่า

“ผู้ใดขาย โดยหลอกลวงด้วยประการใดๆ ให้ผู้ซื้อหลงเชื่อในแหล่งกำเนิดสภาพ คุณภาพ หรือปริมาณแห่งของนั้นอันเป็นเท็จ ถ้าการกระทำนั้นไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง ต้องระวางโทษ…”

ความผิดฐานนี้มีองค์ประกอบความผิด ดังนี้

องค์ประกอบความผิด

1. องค์ประกอบภายนอก ได้แก่

                . ผู้กระทำ           :              ผู้ใด

                . การกระทำ       :              การขายโดยหลอกลวง ในเรื่องที่เกี่ยวกับแหล่งกำเนิด/สภาพ/

คุณภาพ หรือปริมาณ หากการหลอกลวงนั้นไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง

                . กรรม                                :              ผู้อื่น

                . ผล                      :              ผู้อื่นหลงเชื่อ และมีการขายของ

2. องค์ประกอบภายใน ได้แก่

เจตนาธรรมดา  ตามมาตรา 59

 

สาระสำคัญของความผิด

            1. ที่มาของความผิด

            ความผิดฐานขายสินค้าโดยหลอกลวงตามมาตรา 271 นี้ มีลักษณะเช่นเดียวกับความผิดฐานฉ้อโกงตามมาตรา 341 แต่มีลักษณะเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการกระทำ

                การที่จะเป็นความผิดตามมาตรา 271 นี้จะต้องเป็นกรณีที่ไม่เป็นความผิดตามมาตรา 341 ฐานฉ้อโกงเท่านั้น ความผิดฐานขายสินค้าโดยหลอกลวงจึงเป็นบทบัญญัติต่างหากจากมาตรา 341

                นอกจากนั้น ความผิดฐานนี้เดิมเป็นความผิดอันยอมความได้ แต่ต่อมาได้ยกเลิกเมื่อมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.. 2518 โดยเหตุผลเรื่อง การให้ความคุ้มครองแก่ผู้บริโภค

                2. ผู้กระทำความผิด

            ความผิดฐานนี้ ใครจะเป็นผู้กระทำก็ได้ ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นพ่อค้า

                3. การกระทำที่เป็นความผิด

            ได้แก่ การขายโดยการหลอกลวง ซึ่งหมายถึง การทำให้หลงเชื่อ หรือเข้าใจผิด ซึ่งตามมาตรา 271 นี้ต่างจากบทบัญญัติในมาตรา 341 ซึ่งได้ระบุวิธีการไว้ว่า ต้องหลอกลวงโดยแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความซึ่งควรบอกให้แจ้ง

                3.1 ข้อเท็จจริงที่หลอกลวง

                การทำให้หลงเชื่อ หรือการหลอกลวง ในความผิดฐานขายสินค้าโดยหลอกลวงตามมาตรา 271 จะต้องเกี่ยวข้องกับสิ่งดังต่อไปนี้

                (1) “แหล่งกำเนิด”

                หมายถึง สถานที่ที่เกิดสิ่งของนั้น หรือที่สิ่งของนั้นมีขึ้น (orgin) ไม่ว่าจะเป็นเกษตรภัณฑ์ หรือสินค้าอุตสาหกรรม เช่น สินค้าทำในเมืองไทย บอกว่าทำในญี่ปุ่น เป็นต้น

                (2) “สภาพ”

                หมายถึง ธรรมชาติของสิ่งของนั้นๆ (nature)

                เช่น ทองชุบ บอกว่าเป็นทอง 100% หรือแก้วฉีดสี บอกว่าเป็นพลอย หรือหยก เป็นต้น

                (3) “คุณภาพ”

                หมายถึง คุณสมบัติของการใช้ประโยชน์ หรือประโยชน์ที่จะได้จากของนั้นๆ (quality) เช่น สินค้าเกรดบี อย่างกระเบื้อง บอกว่าเป็นสินค้าเกรดเอ

                (4) “ปริมาณ”

                หมายถึง จำนวนที่วัด เป็นน้ำหนัก ความยาว ความจุ (quantity)

                3.2 การกระทำที่เป็นความผิด

                การกระทำที่เป็นความผิด คือ “การขาย” ของโดยหลอกลวงโดยวิธีข้างต้น ส่วนความหมายของการขาย ให้ดูตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 453 ดังนั้น ผู้เสียหายในกรณีนี้จึงได้แก่ ผู้ซื้อ ซึ่งเป็นคู่กรณี

                คำพิพากษาฎีกาที่ 1510/2514 วินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 271 บัญญัติให้เอาความผิดแก่ผู้ขายของโดยหลอกลวงให้หลงเชื่อในกำเนิด สภาพ คุณภาพ หรือปริมาณอันเป็นเท็จ ผู้เสียหายในความผิดฐานนี้คือ ผู้ซื้อ  เมื่อโจทก์ไม่ใช่ผู้ซื้อ จึงมิเสียหายไม่มีอำนาจฟ้องคดีขอให้ลงโทษตามมาตรานี้ (ฎน. 2091)

                ข้อสำคัญก็คือว่า จะเป็นความผิดตามมาตรา 271 นี้ก็คือเมื่อ “การหลอกลวง” ดังกล่าวไม่เข้าลักษณะความผิดฐานฉ้อโกง เท่านั้น

                4. กรรมของการกระทำ

                ได้แก่ ผู้อื่นซึ่งถูกหลอกลวงให้หลงเชื่อ

                5. ผลของการกระทำ

            ความผิดฐานนี้เป็นความผิดที่ต้องการผล กล่าวคือ ความผิดฐานนี้จะเป็นความผิดสำเร็จก็ต่อเมื่อ

                (1) ผู้เสียหายหลงเชื่อ และ

                (2) มีการขายของไป

                ถ้าผู้เสียหายไม่หลงเชื่อ ก็เป็นเพียงการพยายามกระทำความผิด

                คำพิพากษาฎีกาที่ 549/2504 วินิจฉัยว่า ความผิดฐานขายสินค้าโดยหลอกลวงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 271 นั้นคือ การที่ผู้ซื้อหลงเชื่อในปริมาณแห่งของนั้นอันเป็นเท็จ แต่ถ้าผู้ซื้อรู้ความจริงไม่หลงเชื่อย่อมเป็นความผิดฐานพยายาม เพราะเป็นเหตุให้การกระทำไม่สามารถบรรลุผลได้ (ฎน. 483)

                6. องค์ประกอบภายใน

                ความผิดฐานนี้ผู้กระทำต้องมีเจตนาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 กล่าวคือ ผู้กระทำต้องรู้ว่าของนั้นมีแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพ หรือปริมาณอย่างใด แต่ต้องการหลอกลวงผู้อื่นให้หลงเชื่อ โดยการแสดงความเท็จ

                7. เงื่อนไขแห่งการลงโทษทางภาวะวิสัย

                ความผิดฐานนี้จะลงโทษผู้กระทำได้ต่อเมื่อการหลอกลวงตามมาตรา 271 นี้ ไม่เข้าลักษณะความผิดฐานฉ้อโกงเท่านั้น ซึ่งหมายความว่าความผิดตามมาตรา 271 นี้ ผู้ถูกหลอกลวงไม่ได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สิน เพราะหากเกิดความเสียหายในทางทรัพย์สินแล้ว จะเป็นความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341

                คำพิพากษาฎีกาที่ 1124 – 1125/2506 วินิจฉัยว่า โจทก์ซื้อสินค้าเสื้อผ้าจากจำเลยเพราะเห็นว่าราคาถูก มิใช่เพราะถูกจำเลยหลอกลวง โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหาย ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 2(4) ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272, 274 และ พ... เครื่องหมายการค้า มาตรา 45 (ฎน. 1637)


 

บทสรุป

                กฎหมายเป็นระบบข้อตกลงของมนุษย์ในสังคมที่มนุษย์ต้องปฏิบัติตามหากผู้ใดฝ่าฝืนก็จะต้องถูกลงโทษตามลักษณะความผิด และลักษณะความรุนแรงที่ปรากฏ กฎหมายมีหลายลักษณะมีลำดับชั้น ขึ้นอยู่กับองค์กรที่บัญญัติ แต่ต้องบัญญัติขึ้นโดยองค์กรที่มีอำนาจสูงสุดในรัฐ หรือองค์กรที่ได้รับมอบหมายเพื่อบังคับให้ผู้เกี่ยวข้องปฏิบัติตาม ทั้งนี้ ก็เพื่อให้เกิดความสงบสุขขึ้นในรัฐ

                กฎหมายเกี่ยวกับการท่องเที่ยวทั้งหมด เป็นกฎหมายในชั้นพระราชบัญญัติ หรือถ้าเป็นระบบ ก็เป็นกฎระเบียบที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติ จึงมีลักษณะเป็นทั้งกฎหมายอาญาและกฎหมายปกครอง เนื่องจากมีลักษณะสำคัญดังต่อไปนี้

(1) เป็นกฎหมายมหาชน กล่าวคือ เป็นกฎหมายที่ว่าคือความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับเอกชน (ประชาชน) ที่รัฐตราขึ้นเพื่อใช้บังคับราษฎร หรือผู้ที่อยู่ในรัฐนั้น ทั้งนี้ ก็เพื่อป้องกันไม่ให้มีการใช้ทรัพยากรทางด้านการท่องเที่ยวไปในทางที่ไม่ถูกต้องเหมาะสม ทั้งเป็นการแก้ไขเยียวยาปัญหาทางสังคม อันอาจจะเกิดขึ้นตามมา

(2) มีบทบัญญัติว่า การกระทำหรือไม่กระทำการใดเป็นความผิด และกำหนดโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดได้ด้วย

(3) โทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย ได้แก่โทษจำคุกและปรับ เป็นโทษตามประมวลกฎหมายอาญาที่ระบุไว้ในมาตรา 18 ที่ว่า “โทษสำหรับลงแก่ผู้กระทำความผิดมีดังนี้” (1) ประหารชีวิต (2) จำคุก (3) กักขัง (4) ปรับ (5) รับทรัพย์สิน นอกจากนั้น ยังมีโทษทางปกครอง เช่น การสั่งระงับ ยกเลิก เพิกถอน การกระทำตามบทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

และจากการที่กฎหมายที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวเป็นกฎหมายอาญา และกฎหมายปกครองจึงมีผลให้ต้องดำเนินกระบวนพิจารณา ด้วย กระบวนการยุติธรรมทางอาญา และกระบวนการยุติธรรมทางการปกครองมาใช้บังคับด้วย

 


รวมข้อมูลที่หน้าสนใจ

รายชื่อบริษัท ทัวร์ต่างประเทศ, ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว, Travel VDO clip

ดูข้อมูลรายชื่อบริษัท ทัวร์ต่างประเทศ / ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว คลิ๊กเพื่อดูข้อมูลด้านใน +
ทัวร์ต่างประเทศ กับ เบสท์ เวสเทิร์น
บริษัททัวร์ ตัวแทนท่องเที่ยวที่ให้บริการการสำรองที่พัก โรงแรมทั่วทุกมุมโลก มีสาขาอยู่เกือบทั่วโลก
www.bestwestern.com
ทัวร์ต่างประเทศ กับ ดรากอลแอร์ฮอลิเดย์
บริษัททัวร์ บริการนำเที่ยวทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศ รับจองแพ็กเกจท่องเที่ยว
www.kaholidays.com
ทัวร์ต่างประเทศ บริษัท เอสทีเอแทรเวล จำกัด
บริษัททัวร์ บริการด้านการเดินทางท่องเที่ยวและศึกษาต่อ ราคาตั๋วเครื่องบิน โปรแกรมการท่องเที่ยวและที่พัก
www.statravel.co.th
ทัวร์ต่างประเทศ กับ เอเซียทัวร์
บริษัททัวร์ บริการท่องเที่ยว ตัวแทนจองโรงแรม รีสอร์ท การเดินทาง ทัวร์ต่าง ๆ ห้องพัก ของภาคพื้นเอเซีย
www.asiatours.net
ทัวร์ต่างประเทศ กับ โอเรียนท์ เอ็กเพรส โฮเทล เทรน แอนด์ ครุยซ์
บริการรับจองห้องพักจองทัวร์ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลกเช่นจองโปรแกรมท่องเที่ยวทางรถไฟ
www.orient-express.com
ไทยแลนด์ฮอตดีลดอทคอม
บริการด้านการท่องเที่ยว ข้อมูลการท่องเที่ยวไทย ข่าวสารการท่องเที่ยว จองโรงแรม ที่พัก รีสอร์ท
www.thailandhotdeal.com
ทัวร์ต่างประเทศ กับ ทราเวล ฟิช
ตัวแทนนำเที่ยวและจองห้องพัก ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เช่น ประเทศเวียดนาม กัมพูชา
www.travelfish.org
ทัวร์ต่างประเทศ กับ บริษัท หนุ่มสาวทัวร์ จำกัด
บริษัททัวร์ ตัวแทนท่องเที่ยวทั้งในประเทศ และต่างประเทศ บริการจองที่พัก โรงแรม รีสอร์ท
www.noomsaotours.com
บริษัท เอ็น.เอส. ทราเวล แอนด์ ทัวร์ จำกัด
บริษัททัวร์ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการนำเที่ยวในประเทศไทย พร้อมทั้งแนะนำข้อมูลของประเทศไทย
www.nstravel.com
ทัวร์ต่างประเทศ กับ บริษัท แพชชั่นเน็ต จำกัด
บริษัททัวร์ตัวแทนท่องเที่ยวภูมิภาคเอเชีย ข้อมูลการท่องเที่ยว โรงแรม ที่พัก ภูมิอากาศ
www.passionasia.com
บริษัท ไทยลองสเต แมนเนจเม้นท์ จำกัด
บริษัททัวร์บริการจองและวางแผนการท่องเที่ยวในประเทศไทย จัดหาที่พัก และเพจเกจการท่องเที่ยว
www.thailongstay.co.th
รอยัลออชิลด์ฮอลิเดย์
บริษัททัวร์ของไทยในต่างประเทศ บริการเที่ยวแบบเป็นหมู่คณะ จัดโปรแกรมการเดินทาง
www.royalorchidholidays,se

สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า)
ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจในประเทศไทย ร้านค้าร้านจำหน่ายของที่ระลึก ข้อมูลที่พัก บริษัททัวร์ในไทย
www.atta.or.th
สำนักงานทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์กรุงเทพมหานคร (สธม.)
ความเป็นมาและบทบาทหน้าที่ของสำนักงานทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์กรุงเทพมหานคร ข้อมูลพระราชบ...
www.tat.or.th/tbgr
อี-บิซ ทราเวล : บริการจองห้องพักทางอินเทอร์เน็ต
บริษัททัวร์ บริการจองห้องพัก โรงแรมออนไลน์ทางอินเทร์เน็ต พร้อมให้บริการจองทัวร์ แพ็คเก็จทัวร์ และตั๋วเครื่องบิน
www.e-biz-travel.com
อีเกาะช้าง
บริการจองห้องพักโรงแรม รีสอร์ท ในประเทศไทย ทั้งในกรุงเทพฯ เกาะช้าง เกาะลันตา ตั๋วเครื่องบิน รับบริษัททัวร์
www.ekorchang.com

เปิดโลกการท่องเที่ยว
การท่องเที่ยว โปรแกรมทัวร์ในประเทศไทย ท่องเที่ยวผจญภัย มี package ทัวร์การท่องเที่ยวจากบริษัททัวร์ให้เลือก
www.openworldthailand.com
เอเชี่ยน แทรล์
บริษัททัวร์ บริการจัดโปรแกรมท่องเที่ยวประเทศในกลุ่มอาเซียนในรูปแบบต่างๆ อาทิ การท่องเที่ยวแบบผจญภัย การล่องเร...
www.asiantrails.net
แพดเดิ้ล เอเชีย
บริษัททัวร์ให้บริการนำเที่ยวและแพ็กเก็จทัวร์พายเรือแคนูในประเทศไทย ลาว เวียดนาม กัมพูชา รวมทั้ง ภูเก็ต พังงา...
www.paddleasia.com
แอคคอมไลน์
ตัวแทนบริษัททัวร์รับจองโรงแรม รีสอร์ทในประเทศไทย และทั่วโลก สามารถจองผ่านระบบอินเทอร์เน็ต
www.accomline.com

แฮปปี้เนส กรุ๊ป
เว็บไซต์ของบริษัททัวร์ 4 แห่ง ที่มีเป้าหมายเดียวกัน คือ บริษัททัวร์ รุ้งทองทัวร์แอนด์เซอร์วิส จำกัด...
www.happinesssmile.com

โฮเทลไทยแลนด์
บริการรับจองโรงแรม รีสอร์ท ทัวร์ เช่ารถ จองตั๋วเครื่องบินทั้งในประเทศและต่างประเทศ และข้อมูลบริษัททัวร์
www.hotelsthailand.com

แฮปปี้เนส กรุ๊ป
เว็บไซต์ของบริษัททัวร์ 4 แห่ง ที่มีเป้าหมายเดียวกัน คือ บริษัททัวร์ รุ้งทองทัวร์แอนด์เซอร์วิส จำกัด...
www.happinesssmile.com
บริษัท หัวหิน สแกนด์ทัวร์ จำกัด
บริษัททัวร์บริการรับจองโรงแรม และรีสอร์ททั่วทุกจังหวัดในประเทศไทย แพคเกจทัวร์ รถเช่า คอนโดให้เช่า ตั๋วเครื่อ...
www.skanditours.net
ทัวร์ต่างประเทศ กับกังวาลฮอลิเดย์
บริษัททัวร์ จำหน่ายตั๋วเครื่องบินของสายการบินทุกสายการบินทั่วโลก ทั้งในและต่างประเทศ จองที่พักของโรงแรมต่างๆ ...
www.kangwal.com
กินนาราทัวร์
บริษัททัวร์ ดำเนินธุรกิจนำเที่ยวในประเทศไทย จัดแพคเกจทัวร์ท่องเที่ยว พร้อมบริการรถเช่า จองห้องพักโรงแรม รีสอร์ท
www.kinnaratours.com
จัมโบ้ริเวอร์แคว
บริษัททัวร์ดำเนินธุรกิจท่องเที่ยวในจังหวัดกาญจนบุรี บริการนำเที่ยว จัดโปรแกรมท่องเที่ยว ทัวร์ธรรมชาติ ผจญภัย...
www.jumboriverkwai.com
จินนี่ ทราเวล
บริษัททัวร์ ดำเนินธุรกิจนำเที่ยว จัดแพคเกจท่องเที่ยว ทั้งในและต่างประเทศ แพคเกจตีกอล์ฟ สปาร์ และฮันนี่มูนแพคเกจ
www.jinnietravel.com

ทราเวล โซลูชั่น
บริษัททัวร์ ตัวแทนนำเที่ยว จัดนำเที่ยวในประเทศไทย พร้อมบริการจองห้องพัก จองตั๋วเครื่องบิน และเสนอข้อมูลท่องเท...
www.travelsolutions.co.th
ทัวร์ต่างประเทศ กับทริปเปิ้ลทรี ทัวร์
บริษัททัวร์บริการนำเที่ยวในประเทศและต่างประเทศ เช่น ไทย เวียดนาม เอเซีย ยุโรป และแถบอินโดไชน่า แบบส่วนตัว หม...
www.333tourthai.com
วายดับบลิวทีเอ2005
บริษัททัวร์บริการนำเที่ยวในประเทศ ต่างประเทศ และจองตั๋วเครื่องบิน
www.ywta2005.com
วาไรตี้ทริป
บริษัททัวร์บริการนำเที่ยว เรือสำราญ จัดทัวร์ ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ
www.varietytrip.com

ส.แสงอรุณทัวร์
บริษัททัวร์ครบวงจร บริการบังกะโลแสงอรุณ ครัวแสงอรุณ และนำเที่ยวตามเกาะต่าง ๆ รอบเกาะช้าง
www.sangaruntour.com
สตาร์ เกท ทราเวล เน็ตเวิร์ค
บริษัททัวร์บริการจำหน่ายตั๋วเครื่องบิน แพ็กเกจทัวร์ จองโรงแรม/รีสอร์ท รถเช่า ทั้งในและต่างประเทศ
www.stargatetravel.co.th
สนุกสนานดอทคอม
บริษัททัวร์ ตัวแทนจำหน่ายตั๋วเครื่องบิน จองโรงแรม แพ็คเกจทัวร์ ทัวร์พร้อมคณะ
www.sanooksanan.com

สมาย์ลิงค์ทราเวล
บริษัททัวร์บริการนำเที่ยว แพ็คเกจทัวร์ ในประเทศไทย พร้อมทั้งให้ความรู้เกี่ยวกับศาสนาพุทธ
www.smilelinktravel.com
สยาม เอ็นดูโร
จัดโปรแกรมทัวร์โดยใช้มอเตอร์ไซค์เป็นยานพาหนะนำเที่ยวโดยนำเที่ยวทั้งในภาคเหนือประเทศไทยและประเทศลาว
www.siamenduro.com
สยามทริป
บริษัททัวร์บริการรับจองโรงแรมและรีสอร์ททั่วประเทศ จัดกรุ๊ปเหมาสัมมนา ท่องเที่ยว รวบรวมแพคเกจทัวร์ท่องเที่ยวใ...
www.siamtrips.com
สยามวาเคชั่นดอทคอม
ให้บริการข้อมูล และเป็นตัวแทนในการรับจองห้องพักออนไลน์ ตั๋วเครื่องบิน และแพคเกจท่องเที่ยวทั่วประเทศ
www.siamvacation.com
สยามฮอลิเดย์ดอทคอม
ให้บริการข้อมูล และเป็นตัวแทนในการรับจองห้องพักออนไลน์ ตั๋วเครื่องบิน และแพคเกจท่องเที่ยวทั่วประเทศ
www.siamholidays.com
สวัสดี-พัทยา
บริษัททัวร์บริการนำเที่ยวเป็นหมู่คณะทั้งในและต่างประเทศ แพ็คเกจทัวร์ จองโรงแรม รถเช่า เละเรือเช่า
www.hello-pattaya.com
ทัวร์ต่างประเทศ กับสไมลลิ่ง ทัวร์
บริษัททัวร์ตัวแทนท่องเที่ยว ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ รับจัดโปรแกรมการท่องเที่ยว จัดหาที่พัก โรงแรม..
www.smilingtours.net
สไมล์ ทัวร์ไทย
บริษัททัวร์ดำเนินธุรกิจนำเที่ยว เน้นการท่องเที่ยวภายในประเทศไทยเป็นหลัก จัดทัวร์เป็นหมู่คณะ จัดสัมมนานอกสถาน...
www.smiletourthai.com

ทัวร์ต่างประเทศ กับสไมล์ ออฟ เอเซีย
บริษัททัวร์ตัวแทนนำเที่ยวในประเทศไทยและต่างประเทศ ในภูมิภาคเอเชีย
www.smile-of-asia.com

หัวหิน แอ็ดเวนเจอร์
บริษัททัวร์ ให้ข้อมูลการท่องเที่ยวในหัวหิน ท่องเที่ยวแบบผจญภัย น้ำตกและแนะนำที่พัก โรงแรม รีสอร์ท และแพคเกจบริษัททัวร์
www.huahinadventure.com
ทัวร์ต่างประเทศ กับทัวร์เอ็กซ์เพรส เซ็นเตอร์
ทัวร์เอ็กซ์เพรส เซ็นเตอร์ บริการจัดทัวร์ต่างประเทศ โดยเฉพาะทัวร์หมู่คณะ ดูงาน
www.tour-excenter..com
ห้างหุ้นส่วนจำกัด น้ำโขง ทราแวล
บริษัททัวร์ น้ำโขงทราแวล รับทำวีซ่าสำหรับนักท่องเที่ยว มีกิจการเกสท์เฮ้าส์สำหรับรองรับนักท่องเที่ยวที่จะมาพัก...
www.namkhongtravel.co.th
ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว และ หนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัท
บริษัท ทัวร์เอ็กซ์เพรส เซ็นเตอร์ ดอทคอม จำกัด เว็บไซต์นำเที่ยว ทัวร์ต่างประเทศ ของบริษัททัวร์ชั้นนำของไทย เรานำเสนอข้อมูลการเดินทางและโปรแกรม ทัวร์ต่างประเทศ ในกลุ่มพันธมิตรของบริษัท ซึ่งเป็นบริษัท ทัวร์ต่างประเทศ ชั้นนำ และเป็นบริษัท ทัวร์ต่างประเทศ ที่เชี่ยวชาญและชำนาญเส้นทาง ทัวร์ต่างประเทศ ในแต่ล่ะเส้นทางของแต่ล่ะประเทศ ในราคามิตรภาพซึ่งท่านสามารถวางใจใช้บริการ ทัวร์ต่างประเทศ จากบริษัท ทัวร์ต่างประเทศ เหล่านี้ได้ด้วยความสบายใจให้ท่านได้มีรอยยิ้มและความประทับใจเก็บไว้ตลอดไป ด้วยความปราถนาดี จาก ทีมงาน"TEC" Tour Express Center Dotcom Co.,Ltd. ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว เลขที่ 11/06195

Powered by AIWEB