โปรโมทเว็บไซต์ฟรี

โทร.0-2930-7606

โทร.081-9330700





จองโรงแรมจีน

Ticket-online

reserve worldwide hotel

reserve Thailand hotel

 ทัวร์จีน
 ทัวร์ฮ่องกง
 ทัวร์เวียดนาม
 ทัวร์สิงคโปร์
 ทัวร์ญี่ปุ่น
 ทัวร์เกาหลี
 ทัวร์อินเดีย
 ทัวร์บาหลี
 ทัวร์พม่า
 ทัวร์กัมพูชา
 ทัวร์ลาว

 
Google
 
'โปตะลา'พระราชวังแดงบนหลังคาโลก
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 1 กันยายน 2547 16:29 น.
       พระราชวังโปตะลา
       
       พระราชวังโปตะลา ตั้งอยู่ใจกลางเมืองลาซาบนเขาแดง มีความสูงกว่าระดับน้ำทะเล 3,700 เมตร คำว่า ‘โปตะลา’ มาจากภาษาอินเดียโบราณหมายถึง ‘ดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ของพระโพธิสัตว์’
       
       พระราชวังโปตะลา สร้างขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้าสรองตาสันคัมโปกษัตริย์องค์ที่ 32 แห่งราชวงศ์ถู่ฟาน โดยมีชื่อว่า ‘พระราชวังแดง’ ต่อมาราชวงศ์ถู่ฟานล่มสลาย พระราชวังแห่งนี้จึงถูกทิ้งให้รกร้างทรุดโทรมลง จวบจนเมื่อศตวรรษที่17 พุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองขึ้นในดินแดนแห่งนี้
       
       ในปีค.ศ. 1642 องค์ทะไลลามะที่ 5 ได้รวมอำนาจของศาสนจักรและอาณาจักรเข้าไว้ด้วยกัน ลาซากลับเป็นศูนย์กลางของทิเบตอีกครั้ง พระองค์ได้ทำการซ่อมแซมพระราชวังแดงแห่งนี้เสียใหม่ เพื่อใช้เป็นสถานที่ว่าราชการและที่ประทับ แล้วเปลี่ยนคำเรียกมาเป็น ‘พระราชวังโปตะลา’ นับจากนั้นมา สถานที่แห่งนี้ก็ได้กลายเป็นศูนย์รวมอำนาจทางการเมืองและศาสนาของทิเบตในเวลาต่อมา
       

       พระราชวังโปตะลาเป็นหมู่สถาปัตยกรรมขนาดใหญ่โตโอฬาร สร้างขึ้นตามลักษณะของขุนเขา เป็นอาคาร 13 ชั้น สูง 117 เมตร มีลักษณะเหมือนป้อมปราการแบบทิเบต เป็นการผสมผสานศิลปะทางสถาปัตยกรรมของทิเบตและจีนโบราณ โดยได้ชื่อว่าเป็น ‘ไข่มุกราตรีแห่งหลังคาโลก’

 
วังขาว
       สิ่งปลูกสร้างที่สำคัญของพระราชวังโปตะลาได้แก่ วังขาวและวังแดง รวมถึงสิ่งปลูกสร้างบริเวณเชิงเขาในละแวกใกล้เคียง วังขาว สร้างขึ้นในปี 1648 เป็นสถานที่ซึ่งองค์ทะไลลามะใช้ในการดูแลบริหารบ้านเมืองและพระศาสนา เป็นอาคารสูง 7 ชั้น ตั้งอยู่ทางทิศเหนือ
       
       ส่วนวังแดง ตั้งอยู่กึ่งกลางพระราชวังโปตะลา สิ่งปลูกสร้างหลักสร้างเสร็จในปี 1964 แบ่งออกเป็น 6 ชั้น เป็นที่ประดิษฐานองค์สถูปของทะไลลามะ และเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา
       
       โดยรอบของพระราชวังโปตะลายังประกอบไปด้วย โรงเรียนสอนศาสนา กุฏิพระ และห้องหับต่าง ๆ ทางปีกตะวันออกและตก นอกจากนี้ ยังมีเขตเมืองเก่า เทศบาลท้องถิ่น โรงพิมพ์พระคัมภีร์ คุกคุมขัง สระน้ำและสวน เป็นต้น
       
       จากช่วงกลางศตวรรษที่ 17 จนถึงก่อนหน้าที่กองทัพแดงของจีนจะเข้าปลดแอกทิเบตในปี 1959 พระราชวังโปตะลามีสถานะเป็นพระราชวังฤดูหนาวขององค์ทะไลลามะ และเป็นที่ประกอบกิจกรรมทางการเมืองการปกครอง และศาสนกิจมาโดยตลอด ถือเป็นศูนย์กลางอำนาจทั้งในทางอาณาจักรและศาสนจักรของทิเบต และยังเป็นตัวแทนชิ้นเอกของผลงานทางศิลปวัฒนธรรมและศาสนาของชนชาติทิเบตอีกด้วย

 
วัดต้าเจา หรือวัดชอคัง แหล่งรวมศรัทธาของพุทธศาสนิกชนชาวทิเบต ที่ปัจจุบันยังคงมีชาวทิเบตหลั่งไหลมาสักการะไม่ขาดสาย
       วัดต้าเจาหรือวัดชอคัง
       
       วัดต้าเจาตั้งอยู่ทางทิศตะวันวันออกเฉียงใต้ของเมืองลาซา สร้างขึ้นในปีค.ศ. 601 (ราชวงศ์ถัง) วัดต้าเจามีความหมายว่า ‘สถานที่ประดิษฐานพระคัมภีร์’ เป็นทางสถาปัตยกรรมที่ผ่านการผสมผสานอย่างลงตัวของศิลปะสมัยถังของจีนและศิลปะทิเบต เมื่อแรกสร้างวัดต้าเจามีพื้นที่เพียง 8 ห้อง ต่อมาเมื่อถึงศตวรรษที่ 17 องค์ทะไลลามะที่ 5 ได้ทรงซ่อมสร้างและต่อเติมครั้งใหญ่ กลายเป็นอารามหลวงที่มีขนาดพื้นที่กว่า 25,100 ตารางเมตร
       
       สิ่งปลูกสร้างที่สำคัญของวัดต้าเจาได้แก่ พระวิหารหลวง ขนาด 4 ชั้น มีลักษณะตัวอาคารแบบจีน แต่หลังคาส่วนบนประดับตกแต่งด้วยศิลปะทิเบต ชั้นล่างของพระวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปทองคำ ที่องค์หญิงเหวินเฉิงแห่งราชวงศ์ถังนำติดตัวมาเมื่อครั้งอภิเษกกับพระเจ้าสรองตาสันคัมโป (ค.ศ. 618 – 904)
       
       ชั้น 2 ประดิษฐานรูปปั้นของพระเจ้าสรองตาสันคัมโป และพระมเหสีทั้งสององค์คือ องค์หญิงเหวินเฉิงจากจีนและองค์หญิงชื่อจุนจากเนปาล

 
สัญลักษณ์ธรรมจักรกับกวางหมอบบนหลังคาวัดต้าเจา
       ชั้น 3 เป็นลานกลางแจ้ง เปิดโล่งเสมือนหนึ่งเป็นหน้าต่างสู่ฟ้า สามารถชมทัศนียภาพหลังคาสีทองของพระวิหารได้อย่างชัดเจน
       
       ชั้น 4 เป็นหลังคาที่ทำด้วยทองคำ 4 หลัง โดยรอบพระวิหารรวมทั้งแนวระเบียงทางเดินเต็มไปด้วยจิตรกรรมฝาผนังเป็นพื้นที่กว่า 2,600 ตารางเมตร โดยมากเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธประวัติและประวัติบุคคลสำคัญต่าง ๆ ของทิเบต นอกจากนี้ ภายในวัดยังเก็บรักษาวัตถุโบราณอันมีค่าอีกมาก
       
       
พระตำหนักนอร์บุลิงกะ
       

       พระตำหนักนอร์บุลิงกะ ตั้งอยู่ฝั่งตะวันตกของเมืองลาซาห่างออกไปประมาณ 2 กิโลเมตร คำว่า ‘นอร์บุลิงกะ’ ในภาษาทิเบตหมายถึง ‘สวนป่าอันเป็นที่รัก’ สร้างในสมัยองค์ทะไลลามะที่ 7 เป็นพระราชวังฤดูร้อนที่ซึ่งองค์ทะไลลามะใช้เป็นสถานที่บริหารบ้านเมือง และประกอบกิจกรรมทางศาสนา
       
       เห็นได้ชัดว่าสถานที่แห่งนี้เป็นที่รักยิ่งของทะไลลามะหลายองค์ต่อมา เนื่องจากนอร์บุลิงกะได้ผ่านการบูรณะซ่อมแซมและขยายต่อเติมในยุคหลังอีกหลายครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสมัยองค์ทะไลลามะที่ 8 และ 13 มีการก่อสร้างเพิ่มเติมครั้งใหญ่ นั่นคือ ‘สวนป่าสีทอง’ที่เป็นส่วนสถาปัตยกรรมที่มีความสวยงามเป็นเอกของนอร์บุลิงกะมาจนทุกวันนี้

 
ตำหนักนอร์บุลิงกะท่ามกลางแมกไม้และสระน้ำ
       นอร์บุลิงกะ เป็นแหล่งรวมพืชพันธุ์มากกว่า 100 ชนิด มีทั้งที่เป็นไม้ดอกที่พบได้ทั่วไปในลาซา และพันธุ์ไม้จากยอดเขาเอเวอร์เรสที่หาดูได้ยาก นอกจากนี้ ยังมีพันธุ์ไม้ส่วนหนึ่งที่นำมาจากแผ่นดินใหญ่และภายนอกประเทศ จึงได้ชื่อว่าเป็นสวนรุกชาติบนที่สูง
       
       นอร์บุลิงกะแบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ เขตพระราชฐาน เขตพระราชฐานชั้นนอก และเขตสวนป่า สำหรับโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมที่สำคัญ ได้แก่ หมู่พระตำหนักเก๋อซังพอจางและสวนทางทิศใต้ ห่างออกไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือราว 120 เมตร
       
       ตำหนักจินเซ่อพอจางหรือ ‘สวนป่าสีทอง’ที่มีความงามเป็นที่เลื่องลือที่สุดของนอร์บุลิงกะ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของนอร์บุลิงกะ มีรูปแบบทางสถาปัตยกรรมทิเบตอย่างชัดเจน วิหารใหญ่มีจิตรกรรมฝาผนังฝีมือละเอียดประณีตงดงาม นอกจากนี้ นอร์บุลิงกะยังเก็บรักษาโบราณวัตถุและพระคัมภีร์อันมีค่าหายากอีกมาก
       
       
สถานที่ทั้งสามแห่งนี้ล้วนเป็นผลงานทางศิลปะชิ้นเอกของชาวทิเบต มีความงามทางสถาปัตยกรรมที่ผ่านการสร้างสรรค์อย่างประณีตเป็นเอกลักษณ์ และยังมีคุณค่าความสำคัญทางประวัติศาสตร์และศาสนาอีกด้วย
       
       ข้อมูล
       พระราชวังโปตะลา มรดกโลกทางวัฒนธรรม ปีค.ศ. 1994 และวัดต้าเจาหรือวัดชอคัง (เพิ่มเติม)
       
ที่ตั้ง- เมืองลาซา เขตปกครองตนเองทิเบต
       สร้างในราวศตวรรษที่ 7
       อาณาเขต – 360,000 ตารางเมตร
       ตำหนักนอร์บุลิงกะ มรดกโลกทางวัฒนธรรม ปีค.ศ. 2001
       สร้างในราวกลางศตวรรษที่ 18
       อาณาเขต – 3,600,000 ตารางเมตร
       
       ข้อมูลท่องเที่ยว
       การเดินทาง
       
เดินทางสู่ลาซา โดยเครื่องบินจากปักกิ่ง หรือเฉิงตูลงที่สนามบินก้งกา และนั่งรถต่อเข้าสู่ตัวเมือง เดินทางโดยรถไฟจากปักกิ่งลงที่เมืองซีหนิง(มณฑลชิงไห่) และเปลี่ยนขบวนรถมาลงที่เมืองเกอเอ่อมู่ จากนั้นนั่งรถโดยสารระยะทางไกลอีก 1 วัน 1 คืน เข้าสู่เมืองลาซา ระหว่างทางผ่านความสูงมากกว่า 8,000 เมตร ระวังโรคแพ้ที่สูง (เส้นทางนี้ใช้เวลากว่า 1 สัปดาห์จึงจะถึงเมืองลาซา แนะนำเฉพาะผู้รักการผจญภัย ฟังพูดภาษาจีนได้คล่อง และมีเวลาเท่านั้น)
       
       ราคาบัตรผ่านประตู
       พระราชวังโปตะลา 100 หยวน
ขึ้นหลังคาทองคำ 10 หยวน เข้าชมนิทรรศการอัญมณีและเครื่องประดับ 10 หยวน เปิดทำการทุกวัน 2 เวลา เช้า 9:00—12:00 น. บ่าย 15:00—17:00 น. เว้นวันเทศกาลประจำปีหรือวันที่มีกิจกรรมสำคัญ นอกจากนี้ สระหลงหวังถัน(龙王滩)รอบวัง ยังเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ เปิดทุกวันเวลา 9:00—17:30 น.
       การเดินทางขึ้นวังโปตะลา จะเดินขึ้นเขาทางประตูหน้า หรือ นั่งรถแท็กซี่ที่ด้านหลังเขาราคาประมาณ 10 หยวน ขึ้นไปส่งบนยอดเขาและเดินเท้าลงมาก็ได้
       วัดต้าเจา 70 หยวน (เข้าได้หลายครั้ง) เปิดให้เข้าชม 9:00—18:00 น. ที่วัดแห่งนี้มีการประกอบพิธีทางศาสนาทุกวัน นอกจากนี้เวลาบ่ายพระลามะจะมารวมกันที่ลานหลังวัดเพื่ออภิปรายคัมภีร์ เป็นการโต้ตอบปุจฉาวิสัชนา ในหัวข้อคำถามเกี่ยวกับคำสอนในตำรา นักท่องเที่ยวสามารถเยี่ยมชมได้ห่างๆ
       เนื่องจากวัดต้าเจาตั้งอยู่ใจกลางเมือง เดินทางสะดวกสบาย จะเดินเท้าหรือขึ้นรถโดยสารขนาดกลางมาลงที่โรงพยาบาลทิเบต หรือใช้บริการรถสามล้อ ราคา 4 หยวน
       ตำหนักนอร์บุลิงกะ 40 หยวน เดินทางโดยรถสามล้อ หรือเดินเท้าก็ได้ อยู่ใกล้กับโรงพยาบาลกงเหยิน ปัจจุบันอยู่ในบริเวณที่เป็นสวนสาธารณะของเมือง


 
สีสันวัฒนธรรมและธรรมชาติ บนดินแดนหลังคาโลก ที่หลายคนปรารถนาจะไปสัมผัส
       สถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ
       
ถนนปาหลังเจีย(八廊街) บริเวณหลังวัดต้าเจา ในเมืองลาซา เป็นที่ขายของที่ระลึกและสินค้าพื้นเมืองชาวทิเบต ราคาย่อมเยา
       วัดเจ๋อเปิ้ง(哲蚌寺) นอกเมืองลาซา ราคาบัตร 40 หยวน แนะนำให้เช่ารถแท็กซี่ หากท่านขึ้นรถโดยสารขนาดกลางจากตัวเมืองลาซา รถจะไม่พาไปถึงวัด ท่านต้องเดินเท้าขึ้นเขาเองซึ่งจะเหนื่อยมากๆ
       
       ของดีลาซา
       
อาหารขึ้นชื่อเมืองลาซา
       อาหารในชีวิตประจำวันของชาวทิเบตคือ เนื้อวัวจามรี เนื้อแกะ ซึ่งปรุงแบบทิเบต (ร้านอาหารบางแห่งนำมาปรุงแบบเนื้อสเต็กของชาวตะวันตก) รับประทานร่วมกับแป้งทำจากข้าวสาลี ชานมแพะ ชาท้องถิ่นทำจากเนย(酥油茶) และนมเปรี้ยว(โยเกิร์ต)
       เทศกาลสำคัญ
       เทศกาลชอตัน (雪顿节) เทศกาลใหญ่ประจำปีของชาวทิเบต กิจกรรมหลัก คือ การนำผืนผ้าที่ปักที่เป็นรูปพระพุทธรูปขนาดใหญ่ออกมาตากแดดที่เชิงเขา หลังจากนั้นจะมีการแสดงดนตรี การเต้นระบำพื้นเมืองของชาวทิเบต สถานที่ที่จัดกิจกรรมนี้ยิ่งใหญ่ที่สุดอยู่ที่วัดเจ๋อเปิ้ง นอกจากนี้ที่วังนอร์บุลิงกะในสวนสาธารณะประจำเมือง ยังมีการแสดงระบำพื้นบ้าน และงิ้วทิเบตของคณะงิ้วหลายๆคณะด้วย
       สินค้าพื้นเมือง
       ส่วนใหญ่เป็นสินค้าหัตถกรรม อาทิ พรมถัก หมวก รองเท้า ผ้าประดับประตู เครื่องเงิน เครื่องประดับตกแต่งร่างกาย ทำจากหินหรือกระดูกสัตว์ มีดพก ฯลฯ แหล่งจำหน่ายสินค้าเหล่านี้อยู่ที่ถนนปาหลังเจีย
       
       ฤดูท่องเที่ยว
       
ฤดูร้อนเป็นช่วงท่องเที่ยวลาซาที่ดีที่สุด ระหว่างเดือนมิถุนายน-สิงหาคม อากาศในตอนกลางวันสูงสุดเฉลี่ย 28 องศา ต่ำสุด 14 องศา ฤดูร้อนกลางวันแดดจัดมาก ควรเตรียมเครื่องป้องกันแสงแดดให้ดี
       
       ข้อควรระวัง
       
ไม่ว่าท่านจะเลือกเดินทางสู่เมืองลาซาด้วยเส้นทางใด และเมื่อถึงเมืองลาซาแล้ว ท่านจะต้องพบกับอาการโรคแพ้ที่สูง ซึ่งลักษณะอาการที่เกิดขึ้น จะมากน้อยตามสภาพร่างกายแต่ละคน บางท่านอาจมาแสดงอาการเมื่อกลับถึงบ้านแล้ว และแม้แต่คนที่สุขภาพแข็งแรงดีก็อาจเป็นได้ เพราะทิเบตตั้งอยู่เหนือระดับน้ำทะเลกว่า 3,500 เมตร ความสูงแตกต่างจากสภาพพื้นราบที่ร่างกายเราเคยชินอย่างมาก
       อาการโดยทั่วไป คือ ปวดศีรษะอย่างรุนแรง หายใจลำบาก ไม่มีเรี่ยวแรง หรือเหนื่อยหอบง่ายแม้ไม่ได้ออกแรง บางท่านอาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียน สามารถซื้อหายาระงับอาการแก้โรคความสูง และเพิ่มออกซิเจนในสมอง ได้ตามร้านขายยาในเมืองเฉิงตูหรือในกรุงปักกิ่ง
       นอกจากนี้เมื่อถึงเมืองลาซาแล้วควรพักผ่อน 1-2 วัน ก่อนออกเที่ยวชมสถานที่ต่างๆในเมือง ให้เดินช้าๆ และอย่าออกแรงหรือตื่นเต้นมากเกินไป สำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจโปรดปรึกษาแพทย์ประจำตัวก่อนออกเดินทาง
       
       
ค้นข้อมูลเพิ่มเติมที่ : www.ctrip.com
 
 
   






 สถิติวันนี้ 186 คน
 สถิติเมื่อวาน 179 คน
 สถิติเดือนนี้
สถิติปีนี้
สถิติทั้งหมด
3742 คน
24293 คน
27188 คน
เริ่มเมื่อ 2008-03-1

  

 


Produce & Service by  Aiweb