พระราชวังโปตะลา
พระราชวังโปตะลา
ตั้งอยู่ใจกลางเมืองลาซาบนเขาแดง
มีความสูงกว่าระดับน้ำทะเล 3,700 เมตร คำว่า
โปตะลา
มาจากภาษาอินเดียโบราณหมายถึง
ดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ของพระโพธิสัตว์
พระราชวังโปตะลา
สร้างขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้าสรองตาสันคัมโปกษัตริย์องค์ที่
32 แห่งราชวงศ์ถู่ฟาน โดยมีชื่อว่า
พระราชวังแดง
ต่อมาราชวงศ์ถู่ฟานล่มสลาย
พระราชวังแห่งนี้จึงถูกทิ้งให้รกร้างทรุดโทรมลง
จวบจนเมื่อศตวรรษที่17
พุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองขึ้นในดินแดนแห่งนี้
ในปีค.ศ. 1642 องค์ทะไลลามะที่ 5
ได้รวมอำนาจของศาสนจักรและอาณาจักรเข้าไว้ด้วยกัน
ลาซากลับเป็นศูนย์กลางของทิเบตอีกครั้ง
พระองค์ได้ทำการซ่อมแซมพระราชวังแดงแห่งนี้เสียใหม่
เพื่อใช้เป็นสถานที่ว่าราชการและที่ประทับ
แล้วเปลี่ยนคำเรียกมาเป็น
พระราชวังโปตะลา นับจากนั้นมา
สถานที่แห่งนี้ก็ได้กลายเป็นศูนย์รวมอำนาจทางการเมืองและศาสนาของทิเบตในเวลาต่อมา
พระราชวังโปตะลาเป็นหมู่สถาปัตยกรรมขนาดใหญ่โตโอฬาร
สร้างขึ้นตามลักษณะของขุนเขา เป็นอาคาร 13 ชั้น
สูง 117 เมตร มีลักษณะเหมือนป้อมปราการแบบทิเบต
เป็นการผสมผสานศิลปะทางสถาปัตยกรรมของทิเบตและจีนโบราณ
โดยได้ชื่อว่าเป็น ไข่มุกราตรีแห่งหลังคาโลก
|
สิ่งปลูกสร้างที่สำคัญของพระราชวังโปตะลาได้แก่
วังขาวและวังแดง
รวมถึงสิ่งปลูกสร้างบริเวณเชิงเขาในละแวกใกล้เคียง
วังขาว สร้างขึ้นในปี 1648
เป็นสถานที่ซึ่งองค์ทะไลลามะใช้ในการดูแลบริหารบ้านเมืองและพระศาสนา
เป็นอาคารสูง 7 ชั้น ตั้งอยู่ทางทิศเหนือ
ส่วนวังแดง
ตั้งอยู่กึ่งกลางพระราชวังโปตะลา
สิ่งปลูกสร้างหลักสร้างเสร็จในปี 1964 แบ่งออกเป็น
6 ชั้น เป็นที่ประดิษฐานองค์สถูปของทะไลลามะ
และเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา
โดยรอบของพระราชวังโปตะลายังประกอบไปด้วย
โรงเรียนสอนศาสนา กุฏิพระ และห้องหับต่าง ๆ
ทางปีกตะวันออกและตก นอกจากนี้ ยังมีเขตเมืองเก่า
เทศบาลท้องถิ่น โรงพิมพ์พระคัมภีร์ คุกคุมขัง
สระน้ำและสวน เป็นต้น
จากช่วงกลางศตวรรษที่ 17
จนถึงก่อนหน้าที่กองทัพแดงของจีนจะเข้าปลดแอกทิเบตในปี
1959
พระราชวังโปตะลามีสถานะเป็นพระราชวังฤดูหนาวขององค์ทะไลลามะ
และเป็นที่ประกอบกิจกรรมทางการเมืองการปกครอง
และศาสนกิจมาโดยตลอด
ถือเป็นศูนย์กลางอำนาจทั้งในทางอาณาจักรและศาสนจักรของทิเบต
และยังเป็นตัวแทนชิ้นเอกของผลงานทางศิลปวัฒนธรรมและศาสนาของชนชาติทิเบตอีกด้วย
|
 |
|
|
วัดต้าเจา
หรือวัดชอคัง
แหล่งรวมศรัทธาของพุทธศาสนิกชนชาวทิเบต
ที่ปัจจุบันยังคงมีชาวทิเบตหลั่งไหลมาสักการะไม่ขาดสาย |
|
 |
วัดต้าเจาหรือวัดชอคัง
วัดต้าเจาตั้งอยู่ทางทิศตะวันวันออกเฉียงใต้ของเมืองลาซา
สร้างขึ้นในปีค.ศ. 601 (ราชวงศ์ถัง)
วัดต้าเจามีความหมายว่า
สถานที่ประดิษฐานพระคัมภีร์
เป็นทางสถาปัตยกรรมที่ผ่านการผสมผสานอย่างลงตัวของศิลปะสมัยถังของจีนและศิลปะทิเบต
เมื่อแรกสร้างวัดต้าเจามีพื้นที่เพียง 8 ห้อง
ต่อมาเมื่อถึงศตวรรษที่ 17 องค์ทะไลลามะที่ 5
ได้ทรงซ่อมสร้างและต่อเติมครั้งใหญ่
กลายเป็นอารามหลวงที่มีขนาดพื้นที่กว่า 25,100
ตารางเมตร
สิ่งปลูกสร้างที่สำคัญของวัดต้าเจาได้แก่
พระวิหารหลวง ขนาด 4 ชั้น
มีลักษณะตัวอาคารแบบจีน
แต่หลังคาส่วนบนประดับตกแต่งด้วยศิลปะทิเบต
ชั้นล่างของพระวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปทองคำ
ที่องค์หญิงเหวินเฉิงแห่งราชวงศ์ถังนำติดตัวมาเมื่อครั้งอภิเษกกับพระเจ้าสรองตาสันคัมโป
(ค.ศ. 618 904)
ชั้น 2
ประดิษฐานรูปปั้นของพระเจ้าสรองตาสันคัมโป
และพระมเหสีทั้งสององค์คือ
องค์หญิงเหวินเฉิงจากจีนและองค์หญิงชื่อจุนจากเนปาล
|
|
|
สัญลักษณ์ธรรมจักรกับกวางหมอบบนหลังคาวัดต้าเจา |
|
 |
 |
ชั้น 3 เป็นลานกลางแจ้ง
เปิดโล่งเสมือนหนึ่งเป็นหน้าต่างสู่ฟ้า
สามารถชมทัศนียภาพหลังคาสีทองของพระวิหารได้อย่างชัดเจน
ชั้น 4 เป็นหลังคาที่ทำด้วยทองคำ 4 หลัง
โดยรอบพระวิหารรวมทั้งแนวระเบียงทางเดินเต็มไปด้วยจิตรกรรมฝาผนังเป็นพื้นที่กว่า
2,600 ตารางเมตร
โดยมากเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธประวัติและประวัติบุคคลสำคัญต่าง
ๆ ของทิเบต นอกจากนี้
ภายในวัดยังเก็บรักษาวัตถุโบราณอันมีค่าอีกมาก
พระตำหนักนอร์บุลิงกะ
พระตำหนักนอร์บุลิงกะ
ตั้งอยู่ฝั่งตะวันตกของเมืองลาซาห่างออกไปประมาณ 2
กิโลเมตร คำว่า นอร์บุลิงกะ ในภาษาทิเบตหมายถึง
สวนป่าอันเป็นที่รัก
สร้างในสมัยองค์ทะไลลามะที่ 7
เป็นพระราชวังฤดูร้อนที่ซึ่งองค์ทะไลลามะใช้เป็นสถานที่บริหารบ้านเมือง
และประกอบกิจกรรมทางศาสนา
เห็นได้ชัดว่าสถานที่แห่งนี้เป็นที่รักยิ่งของทะไลลามะหลายองค์ต่อมา
เนื่องจากนอร์บุลิงกะได้ผ่านการบูรณะซ่อมแซมและขยายต่อเติมในยุคหลังอีกหลายครั้ง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสมัยองค์ทะไลลามะที่ 8 และ 13
มีการก่อสร้างเพิ่มเติมครั้งใหญ่ นั่นคือ
สวนป่าสีทองที่เป็นส่วนสถาปัตยกรรมที่มีความสวยงามเป็นเอกของนอร์บุลิงกะมาจนทุกวันนี้
|
 |
|
|
ตำหนักนอร์บุลิงกะท่ามกลางแมกไม้และสระน้ำ |
|
 |
นอร์บุลิงกะ
เป็นแหล่งรวมพืชพันธุ์มากกว่า 100 ชนิด
มีทั้งที่เป็นไม้ดอกที่พบได้ทั่วไปในลาซา
และพันธุ์ไม้จากยอดเขาเอเวอร์เรสที่หาดูได้ยาก
นอกจากนี้
ยังมีพันธุ์ไม้ส่วนหนึ่งที่นำมาจากแผ่นดินใหญ่และภายนอกประเทศ
จึงได้ชื่อว่าเป็นสวนรุกชาติบนที่สูง
นอร์บุลิงกะแบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ
เขตพระราชฐาน เขตพระราชฐานชั้นนอก และเขตสวนป่า
สำหรับโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมที่สำคัญ ได้แก่
หมู่พระตำหนักเก๋อซังพอจางและสวนทางทิศใต้
ห่างออกไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือราว 120 เมตร
ตำหนักจินเซ่อพอจางหรือ
สวนป่าสีทองที่มีความงามเป็นที่เลื่องลือที่สุดของนอร์บุลิงกะ
ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของนอร์บุลิงกะ
มีรูปแบบทางสถาปัตยกรรมทิเบตอย่างชัดเจน
วิหารใหญ่มีจิตรกรรมฝาผนังฝีมือละเอียดประณีตงดงาม
นอกจากนี้
นอร์บุลิงกะยังเก็บรักษาโบราณวัตถุและพระคัมภีร์อันมีค่าหายากอีกมาก
สถานที่ทั้งสามแห่งนี้ล้วนเป็นผลงานทางศิลปะชิ้นเอกของชาวทิเบต
มีความงามทางสถาปัตยกรรมที่ผ่านการสร้างสรรค์อย่างประณีตเป็นเอกลักษณ์
และยังมีคุณค่าความสำคัญทางประวัติศาสตร์และศาสนาอีกด้วย
ข้อมูล
พระราชวังโปตะลา มรดกโลกทางวัฒนธรรม ปีค.ศ.
1994 และวัดต้าเจาหรือวัดชอคัง (เพิ่มเติม)
ที่ตั้ง- เมืองลาซา
เขตปกครองตนเองทิเบต
สร้างในราวศตวรรษที่ 7
อาณาเขต 360,000 ตารางเมตร
ตำหนักนอร์บุลิงกะ
มรดกโลกทางวัฒนธรรม ปีค.ศ. 2001
สร้างในราวกลางศตวรรษที่ 18
อาณาเขต 3,600,000 ตารางเมตร
ข้อมูลท่องเที่ยว
การเดินทาง
เดินทางสู่ลาซา
โดยเครื่องบินจากปักกิ่ง
หรือเฉิงตูลงที่สนามบินก้งกา
และนั่งรถต่อเข้าสู่ตัวเมือง
เดินทางโดยรถไฟจากปักกิ่งลงที่เมืองซีหนิง(มณฑลชิงไห่)
และเปลี่ยนขบวนรถมาลงที่เมืองเกอเอ่อมู่
จากนั้นนั่งรถโดยสารระยะทางไกลอีก 1 วัน 1 คืน
เข้าสู่เมืองลาซา ระหว่างทางผ่านความสูงมากกว่า
8,000 เมตร ระวังโรคแพ้ที่สูง
(เส้นทางนี้ใช้เวลากว่า 1
สัปดาห์จึงจะถึงเมืองลาซา
แนะนำเฉพาะผู้รักการผจญภัย ฟังพูดภาษาจีนได้คล่อง
และมีเวลาเท่านั้น)
ราคาบัตรผ่านประตู
พระราชวังโปตะลา 100 หยวน
ขึ้นหลังคาทองคำ 10 หยวน
เข้าชมนิทรรศการอัญมณีและเครื่องประดับ 10 หยวน
เปิดทำการทุกวัน 2 เวลา เช้า 9:0012:00 น. บ่าย
15:0017:00 น.
เว้นวันเทศกาลประจำปีหรือวันที่มีกิจกรรมสำคัญ
นอกจากนี้ สระหลงหวังถัน(龙王滩)รอบวัง
ยังเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ เปิดทุกวันเวลา
9:0017:30 น.
การเดินทางขึ้นวังโปตะลา
จะเดินขึ้นเขาทางประตูหน้า หรือ
นั่งรถแท็กซี่ที่ด้านหลังเขาราคาประมาณ 10 หยวน
ขึ้นไปส่งบนยอดเขาและเดินเท้าลงมาก็ได้
วัดต้าเจา 70 หยวน
(เข้าได้หลายครั้ง) เปิดให้เข้าชม 9:0018:00 น.
ที่วัดแห่งนี้มีการประกอบพิธีทางศาสนาทุกวัน
นอกจากนี้เวลาบ่ายพระลามะจะมารวมกันที่ลานหลังวัดเพื่ออภิปรายคัมภีร์
เป็นการโต้ตอบปุจฉาวิสัชนา
ในหัวข้อคำถามเกี่ยวกับคำสอนในตำรา
นักท่องเที่ยวสามารถเยี่ยมชมได้ห่างๆ
เนื่องจากวัดต้าเจาตั้งอยู่ใจกลางเมือง
เดินทางสะดวกสบาย
จะเดินเท้าหรือขึ้นรถโดยสารขนาดกลางมาลงที่โรงพยาบาลทิเบต
หรือใช้บริการรถสามล้อ ราคา 4 หยวน
ตำหนักนอร์บุลิงกะ 40 หยวน
เดินทางโดยรถสามล้อ หรือเดินเท้าก็ได้
อยู่ใกล้กับโรงพยาบาลกงเหยิน
ปัจจุบันอยู่ในบริเวณที่เป็นสวนสาธารณะของเมือง
|
|
|
สีสันวัฒนธรรมและธรรมชาติ
บนดินแดนหลังคาโลก
ที่หลายคนปรารถนาจะไปสัมผัส |
|
 |
สถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ
ถนนปาหลังเจีย(八廊街)
บริเวณหลังวัดต้าเจา ในเมืองลาซา
เป็นที่ขายของที่ระลึกและสินค้าพื้นเมืองชาวทิเบต
ราคาย่อมเยา
วัดเจ๋อเปิ้ง(哲蚌寺) นอกเมืองลาซา ราคาบัตร
40 หยวน แนะนำให้เช่ารถแท็กซี่
หากท่านขึ้นรถโดยสารขนาดกลางจากตัวเมืองลาซา
รถจะไม่พาไปถึงวัด
ท่านต้องเดินเท้าขึ้นเขาเองซึ่งจะเหนื่อยมากๆ
ของดีลาซา
อาหารขึ้นชื่อเมืองลาซา
อาหารในชีวิตประจำวันของชาวทิเบตคือ
เนื้อวัวจามรี เนื้อแกะ ซึ่งปรุงแบบทิเบต
(ร้านอาหารบางแห่งนำมาปรุงแบบเนื้อสเต็กของชาวตะวันตก)
รับประทานร่วมกับแป้งทำจากข้าวสาลี ชานมแพะ
ชาท้องถิ่นทำจากเนย(酥油茶) และนมเปรี้ยว(โยเกิร์ต)
เทศกาลสำคัญ
เทศกาลชอตัน (雪顿节)
เทศกาลใหญ่ประจำปีของชาวทิเบต กิจกรรมหลัก คือ
การนำผืนผ้าที่ปักที่เป็นรูปพระพุทธรูปขนาดใหญ่ออกมาตากแดดที่เชิงเขา
หลังจากนั้นจะมีการแสดงดนตรี
การเต้นระบำพื้นเมืองของชาวทิเบต
สถานที่ที่จัดกิจกรรมนี้ยิ่งใหญ่ที่สุดอยู่ที่วัดเจ๋อเปิ้ง
นอกจากนี้ที่วังนอร์บุลิงกะในสวนสาธารณะประจำเมือง
ยังมีการแสดงระบำพื้นบ้าน
และงิ้วทิเบตของคณะงิ้วหลายๆคณะด้วย
สินค้าพื้นเมือง
ส่วนใหญ่เป็นสินค้าหัตถกรรม อาทิ พรมถัก
หมวก รองเท้า ผ้าประดับประตู เครื่องเงิน
เครื่องประดับตกแต่งร่างกาย
ทำจากหินหรือกระดูกสัตว์ มีดพก ฯลฯ
แหล่งจำหน่ายสินค้าเหล่านี้อยู่ที่ถนนปาหลังเจีย
ฤดูท่องเที่ยว
ฤดูร้อนเป็นช่วงท่องเที่ยวลาซาที่ดีที่สุด
ระหว่างเดือนมิถุนายน-สิงหาคม
อากาศในตอนกลางวันสูงสุดเฉลี่ย 28 องศา ต่ำสุด 14
องศา ฤดูร้อนกลางวันแดดจัดมาก
ควรเตรียมเครื่องป้องกันแสงแดดให้ดี
ข้อควรระวัง
ไม่ว่าท่านจะเลือกเดินทางสู่เมืองลาซาด้วยเส้นทางใด
และเมื่อถึงเมืองลาซาแล้ว
ท่านจะต้องพบกับอาการโรคแพ้ที่สูง
ซึ่งลักษณะอาการที่เกิดขึ้น
จะมากน้อยตามสภาพร่างกายแต่ละคน
บางท่านอาจมาแสดงอาการเมื่อกลับถึงบ้านแล้ว
และแม้แต่คนที่สุขภาพแข็งแรงดีก็อาจเป็นได้
เพราะทิเบตตั้งอยู่เหนือระดับน้ำทะเลกว่า 3,500
เมตร
ความสูงแตกต่างจากสภาพพื้นราบที่ร่างกายเราเคยชินอย่างมาก
อาการโดยทั่วไป คือ ปวดศีรษะอย่างรุนแรง
หายใจลำบาก ไม่มีเรี่ยวแรง
หรือเหนื่อยหอบง่ายแม้ไม่ได้ออกแรง
บางท่านอาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียน
สามารถซื้อหายาระงับอาการแก้โรคความสูง
และเพิ่มออกซิเจนในสมอง
ได้ตามร้านขายยาในเมืองเฉิงตูหรือในกรุงปักกิ่ง
นอกจากนี้เมื่อถึงเมืองลาซาแล้วควรพักผ่อน
1-2 วัน ก่อนออกเที่ยวชมสถานที่ต่างๆในเมือง
ให้เดินช้าๆ และอย่าออกแรงหรือตื่นเต้นมากเกินไป
สำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจโปรดปรึกษาแพทย์ประจำตัวก่อนออกเดินทาง
ค้นข้อมูลเพิ่มเติมที่
:
www.ctrip.com
|