พระราชวังต้องห้าม
สร้างขึ้นในสมัยจักรพรรดิหย่งเล่อแห่งราชวงศ์หมิง
เป็นทั้งบ้านและชีวิตของจักรพรรดิในราชวงศ์หมิงและชิงรวมทั้งสิ้น
24 พระองค์
พระราชวังเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 500
ปี มีชื่อในภาษาจีนว่า กู้กง
หมายถึงพระราชวังเดิม มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า
จื่อจิ้นเฉิง ซึ่งแปลว่า พระราชวังต้องห้าม
เหตุที่เรียกพระราชวังต้องห้าม
เนื่องมาจากชาวจีนถือคติในการสร้างวังว่า
จักรพรรดิเปรียบเสมือนบุตรแห่งสวรรค์
ดังนั้นวังของบุตรแห่งสวรรค์จึงต้องเป็น
ที่ต้องห้าม
คนธรรมดาสามัญไม่สามารถล่วงล้ำเข้าไปได้
พระราชวังต้องห้ามสร้างโดยยึดหลักขนบธรรมเนียมของระบบศักดินา
คือ
อำนาจสูงสุดของประเทศอยู่ที่จักรพรรดิเพียงพระองค์เดียว
ดังนั้นรูปแบบทางสถาปัตยกรรมและการตกแต่งจึงเน้นความใหญ่โตโอ่อ่า
เพื่อให้เกิดความรู้สึกน่าเกรงขาม
มากกว่าเน้นในด้านประโยชน์ใช้สอย
ทั้งนี้ภายในประกอบด้วยห้องต่างๆรวมถึง 9,999 ห้อง
|
ตามหลักสถาปัตยกรรมสมัยโบราณ
ได้กำหนดให้ด้านหน้าเป็นที่ว่าราชการ
ด้านหลังเป็นที่อยู่อาศัย ตำหนักหน้า 3 หลังได้แก่
ตำหนักไท่เหอ ตำหนักจงเหอ และตำหนักเป่าเหอ
ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจที่ยิ่งใหญ่นั้น
จึงตั้งตระหง่านเรียงกันตามลำดับ ณ
กึ่งกลางอาณาบริเวณส่วนหน้าของพระราชวัง
ถัดเข้าไปส่วนด้านหลังเป็นตำหนักที่ประทับของจักรพรรดิและมเหสีอีก
3 หลัง ได้แก่ ตำหนักเฉียนชิง ตำหนักเจียวไท่
และตำหนักคุนหนิง
ก่อนเข้าสู่ตำหนักในส่วนหน้าพระราชวัง
จะต้องผ่านประตูสำคัญ ได้แก่ ประตูอู่
และประตูไท่เหอ ประตูอู่
เป็นประตูแรกสุดของพระราชวัง
ได้ชื่อตามหลักจักรราศีของจีน
เนื่องจากหันหน้าไปทางทิศใต้และยังตั้งอยู่ทางทิศใต้ของพระราชวัง
บริเวณด้านหน้าประตูอู่ใช้เป็นที่จัดพิธีเฉลิมฉลองและรับเชลยศึกจากสงคราม
และยังใช้เป็นที่ลงโทษข้าราชบริพารที่กระทำผิดด้วย
|
ลานหน้าประตูแห่งนี้เคยมีข้าราชบริพารถูกโบยจนตายมาแล้ว
เช่นกรณีหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นในสมัยของจักรพรรดิเจิ้งเต๋อแห่งราชวงศ์หมิง
ที่ทรงรับสั่งให้เฆี่ยนข้าราชบริพารจำนวน 130 คน
ในความผิดฐานขัดขวางการเสด็จฯไปคัดเลือกสาวงามทางใต้
ในครั้งนั้นมีคนถูกตีจนเสียชีวิตถึง 11 คน
ประตูไท่เหอ อยู่ตรงกับประตูอู่
เป็นประตูทางเข้าหลักของตำหนักหน้า
ซึ่งเป็นประตูที่ใหญ่โตโอฬารที่สุดในพระราชวังต้องห้าม
มีเอกลักษณ์คือ
ที่หน้าประตูประดับด้วยสิงโตซึ่งทำจากทองสำริด 2
ตัว
ด้านขวาเป็นสิงโตตัวผู้ด้านซ้ายเป็นสิงโตตัวเมีย
ลานด้านหน้าซึ่งอยู่ระหว่างประตูอู่และประตูไท่เหอ
เป็นลานที่กว้างที่สุดในพระราชวัง
มีพื้นที่ทั้งสิ้น 25,000 ตร.ม
ในสมัยราชวงศ์หมิงใช้เป็นที่ว่าราชการแผ่นดินและที่เข้าเฝ้าองค์จักรพรรดิ
ต่อมาในสมัยราชวงศ์ชิงตอนต้นจึงย้ายไปยังลานหน้าประตูเฉียนชิง
|
สามตำหนักหน้า
: ไท่เหอ จงเหอ เป่าเหอ
ตำหนัก 3 หลังในเขตพระราชฐานชั้นนอก
ซึ่งใช้เป็นที่ว่าราชการแผ่นดิน
และที่ทรงงานของจักรพรรดิ มี ตำหนักไท่เหอ
เป็นตำหนักเอกที่มีความพิเศษที่สุด
ดังนั้นจึงมีรูปแบบการก่อสร้างและการตกแต่งที่เป็นสุดยอดของพระราชวังต้องห้าม
รวมถึงตำแหน่งที่ตั้งซึ่งอยู่จุดกึ่งกลางของนครปักกิ่งพอดี
ตำหนักที่สูงตระหง่านที่สุดในพระราชวังแห่งนี้โดดเด่นบนฐานหินอ่อนสีขาว
3 ชั้น
ด้านหน้าตำหนักมีการจัดวางนาฬิกาแดดและเจียเลี่ยง
ซึ่งเป็นเครื่องมือชั่งตวงวัดชนิดหนึ่งซึ่งจักรพรรดิเฉียนหลงทรงให้ทำเลียนแบบเจียเลี่ยงในสมัยถัง(ค.ศ.618-907)
ตำหนักแห่งนี้ใช้เป็นที่จัดพิธีสำคัญของราชสำนักตั้งแต่สมัยราชวงศ์หมิงและชิง
เช่น พิธีครบรอบพระชันษา พิธีฉลองขึ้นปีใหม่
เป็นต้น
|
|
|
 |
 |
ถัดจากตำหนักไท่เหอ คือ
ตำหนักจงเหอ
เป็นตำหนักที่จักรพรรดิทรงประทับก่อนที่จะเสด็จไปประกอบพระราชพิธีต่างๆที่ตำหนักไท่เหอ
และเป็นที่ทรงงานราชการ
ตลอดจนเป็นที่ให้ขุนนางเข้าเฝ้าฯ
ตำหนักเป่าเหอ
ตำหนักเป่าเหอมีความสำคัญลำดับรองจากตำหนักไท่เหอ
มีหลังคาซ้อนสองชั้นเช่นเดียวกับตำหนักไท่เหอ
ภายในใช้เทคนิคในการก่อสร้างที่พยายามลดการใช้เสา
ทำให้ภายในตำหนักมีความโปร่งโล่ง
จักรพรรดิจะทรงเปลี่ยนเครื่องทรงที่ตำหนักหลังนี้ก่อนจะเสด็จในการพระราชพิธีต่างๆ
นอกจากนี้ยังใช้เป็นที่จัดงานเลี้ยงต้อนรับบรรดาขุนนางที่มีตำแหน่งสูง
สมัยราชวงศ์ชิงตำหนักเป่าเหอยังใช้เป็นสนามสอบคัดเลือกขุนนางระดับสูงอีกด้วย
สามตำหนักหลัง :
เฉียนชิง เจียวไท่ คุนหนิง
ส่วนที่แบ่งระหว่างเขตพระราชฐานชั้นนอกและพระราชฐานชั้นในก็คือ
ลานกว้างที่อยู่บริเวณด้านหลังตำหนักเป่าเหอที่มาบรรจบกับประตูเฉียนชิง
ประตูเฉียนชิง
เป็นประตูหลักของพระราชฐานชั้นใน
สร้างในสมัยจักรพรรดิหย่งเล่อแห่งราชวงศ์หมิง
เป็นประตูที่มีหลังคาชั้นเดียวปูด้วยกระเบื้องสีเหลืองมันวาวเป็นประกาย
ตั้งอยู่บนฐานหิน
ที่ด้านหน้าซ้ายขวาของประตูเฉียนชิง
มีโอ่งทองสำริด 10 ใบวางเรียงรายอยู่
โอ่งเหล่านี้ใช้สำหรับการประดับตกแต่ง
ขณะเดียวกันก็เป็นที่เก็บน้ำไว้ใช้ดับไฟหากเกิดอัคคีภัย
ที่ถูกเรียกว่าทะเลของประตูหรือแหล่ง(โอ่ง)น้ำสำคัญหน้าประตูนี้
ในอดีตทหารชั้นผู้น้อยในพระราชวังมีหน้าที่คอยตักน้ำใส่โอ่งให้เต็มทุกใบ
เพื่อเตรียมพร้อมในกรณีที่เกิดไฟใหม้
ภายในพระราชวังต้องห้ามมีโอ่งทองสำริดและโอ่งเหล็กทั้งสิ้น
308 ใบ โอ่งแต่ละใบมีน้ำหนักกว่า 2,000 กิโลกรัม
|
 |
|
 |
เขตพระราชฐานชั้นในเป็นที่ประทับพักผ่อนของจักรพรรดิ
พระมเหสี พระราชมารดา พระราชโอรส
พระราชธิดาและนางสนม ประกอบด้วยตำหนักหลัก 3 หลัง
คือ ตำหนักเฉียนชิง ตำหนักเจียวไท่
และตำหนักคุนหนิง นอกจากนี้ด้านข้างของตำหนักทั้ง
3 ยังเรียงรายด้วยตำหนักเล็กๆอีกด้านละ 6 หลัง
เมื่อเทียบกับพระราชฐานชั้นนอกแล้ว
พระราชฐานชั้นในมีลักษณะที่ค่อนข้างมิดชิดซึ่งเป็นลักษณะอย่างหนึ่งของตำหนักสำหรับการพักผ่อน
นอกจากนี้ยังมีอุทยานและศาลาซึ่งได้รับการออกแบบจัดวางอย่างประณีตบรรจง
ตำหนักเฉียนชิงและตำหนักคุนหนิง
ต่างตั้งชื่อตามตำหนักในพระราชวังที่เมืองหนันจิง
อดีตราชธานีในสมัยราชวงศ์หมิง
ในวัฒนธรรมดั้งเดิมของจีนเฉียน หมายถึง สวรรค์
และคุน หมายถึง แผ่นดิน ดังนั้นจึงมีนัยว่า
ตำหนักเฉียนชิงเป็นตำหนักบรรทมของจักรพรรดิ
และตำหนักคุนหนิงเป็นตำหนักบรรทมของพระมเหสี
ตำหนักเฉียนชิง
เป็นที่ประทับของจักรพรรดิและปฏิบัติพระราชกรณีกิจส่วนพระองค์
มาตั้งแต่สมัยราชวงศ์หมิง
ต่อมาสมัยจักรพรรดิหย่งเจิ้งแห่งราชวงศ์ชิง
ได้ทรงย้ายไปประทับที่ตำหนักหยังซิน
ตำหนักเฉียนชิงจึงมีบทบาทในฐานะที่เป็นตำหนักสำหรับว่าราชการและเป็นที่จัดเลี้ยงแทน
เหนือตำหนักเฉียนชิงขึ้นไปเป็นตำหนักเจียวไท่
สร้างในสมัยหมิง มีลักษณะเป็นทรงเหลี่ยม
เนื้อที่ไม่ใหญ่มากนัก
ใช้เป็นสถานที่เข้าเฝ้าพระมเหสี
ในการถวายพระพรในพิธีการต่างๆ
ทั้งยังเป็นที่เก็บรักษาตราลัญจกรซึ่งใช้ประทับลงหนังสือราชการของจักรพรรดิ
ส่วนตำหนักคุนหนิง
เป็นที่ประทับพักผ่อนของพระมเหสีในสมัยหมิง
ต่อมาในสมัยชิงได้ใช้เป็นที่บูชาเทพเจ้า
|
ด้านเหนือของตำหนักคุนหนิง
เป็นที่ตั้งของอุทยานหลวง
สร้างในรัชสมัยหย่งเล่อแห่งราชวงศ์หมิง
ในเวลานั้นเรียกเพียง สวนหลังวัง
เป็นการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างความมีชีวิตชีวาตามแบบฉบับสวนสามัญชน
แต่กว้างขวางโอ่อ่าตามแบบฉบับอุทยานในราชสำนัก
มีความยาว 130 กว่าเมตร กว้าง 90 เมตร
ภายในสวนประกอบด้วยหอน้อยใหญ่กว่า 20 หอ
และสิ่งปลูกสร้างต่างๆที่จัดตั้งหันหน้าเข้าหากันเป็นแนว
ตำหนักที่สำคัญมากอีกตำหนักหนึ่งของพระราชวังต้องห้าม
เพราะเป็นห้องบรรทมของจักรพรรดิหย่งเจิ้งและจักรพรรดิองค์ต่อๆมาในราชวงศ์ชิง
ตั้งอยู่เป็นเอกเทศจากตำหนักอื่นๆ
ทางด้านใต้ของทางเดินด้านตะวันตกภายในพระราชวัง
นั่นคือ ตำหนักหยังซิน
|
|
|
 |
ตำหนักหยังซิน
สร้างขึ้นในรัชสมัยของจักรพรรดิเจียจิ้งแห่งราชวงศ์หมิง(ค.ศ.1522-1566)
มีลักษณะเป็นรูปตัวไอ(I)
โดยส่วนหน้ากับส่วนหลังเชื่อมถึงกัน
ส่วนหน้าเป็นที่ทรงงาน ส่วนหลังเป็นที่บรรทม
มีระเบียงล้อมรอบ
ในปีที่จักรพรรดิคังซีแห่งราชวงศ์ชิงเสด็จสวรรคต
พระบรมศพของพระองค์ได้ถูกตั้งไว้ที่ตำหนักหยังซิน
จักรพรรดิองค์ต่อมาคือ
จักรพรรดิหย่งเจิ้งพระราชโอรสได้ทรงไว้ทุกข์ให้พระราชบิดาที่นี่
หลังเสร็จสิ้นการไว้ทุกข์
ตำหนักแห่งนี้ก็กลายเป็นห้องบรรทมและห้องทรงงานของพระองค์ในเวลาต่อมา
อีกประการหนึ่ง
ที่ตั้งของตำหนักหยังซินนั้นใกล้กับกองกำลังทหารมาก
จึงเป็นการสะดวกหากพระองค์ต้องการปรึกษาข้อราชการกับเหล่าแม่ทัพนายกอง
ตำหนักแห่งนี้ยังเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์
กล่าวคือ
ในรัชสมัยจักรพรรดิถงจื้อและจักรพรรดิกวงสู่แห่งราชวงศ์ชิง
พระนางซูสีไทเฮาและพระนางฉืออันโปรดให้เหล่าขุนนางเข้าเฝ้าและกราบทูลข้อราชการต่อพระนาง
โดยมีม่านสีเหลืองเป็นฉากกั้นระหว่างกลาง
ดังที่มีคำเรียกขานกันว่า 'ว่าราชการหลังม่าน'
ที่พระที่นั่งในตำหนักหยังซินด้วย
นอกจากนี้ เมื่อปีค.ศ. 1842 และปี 1860
ราชสำนักชิงกับกองทัพต่างชาติได้มาลงนามใน
สนธิสัญญานานกิง และ สนธิสัญญาปักกิ่ง ณ
ตำหนักแห่งนี้เช่นกัน
หลังจากผ่านกระแสธารแห่งประวัติศาสตร์มาหลายยุคหลายสมัย
วันนี้พระราชวังต้องห้ามยังคงเด่นเป็นสง่าใจกลางนครปักกิ่ง
และเป็นตัวแทนเล่าขานเหตุการณ์ในอดีตในฐานะพิพิธภัณฑ์ที่เก่าแก่
งดงามและสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก
ข้อมูล
มรดกโลกทางวัฒนธรรม ปีค.ศ.1987
ที่ตั้ง : ถนนฉางอัน ใจกลางกรุงปักกิ่ง
สร้างในปี : ค.ศ.1406 -1420
อาณาเขต : เนื้อที่ทั้งสิ้น 720,000
ตารางเมตร
|
ข้อมูลท่องเที่ยว
พิพิธภัณฑ์พระราชวังต้องห้าม
(故宫) ตั้งอยู่ที่ถนนฉางอัน ใจกลางกรุงปักกิ่ง
สามารถเดินทางโดยรถไฟใต้ดิน
ลงที่สถานีจัตุรัสเทียนอันเหมินตะวันตกหรือตะวันออกก็ได้
หรือโดยสารรถประจำทางสาย 1, 4, 5, 10, 52, 57
ลงที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน หรือรถไฟฟ้าสาย 101,
103, 109 หรือรถประจำทางปรับอากาศสาย 810, 812,
814, 846
- ราคาบัตรเข้าชม
40-60 หยวน (ตามฤดูท่องเที่ยว)
มีบริการให้เช่าเทปบรรยายสถานที่จุดต่างๆในวัง
และไกด์นำเที่ยว 3 ภาษา : อังกฤษ จีน และญี่ปุ่น
หากต้องการเข้าชมพิพิธภัณฑ์สมบัติล้ำค่าและนาฬิกาโบราณ
ซื้อตั๋วเข้าชมราคา 20 หยวนเพิ่ม
ด้านในพิพิธภัณฑ์ฯ
- เวลาทำการ 16 ตุลาคม 15 เมษายน เวลา 8
: 30 16 : 30 น. (15 : 30 น. ปิดจำหน่ายบัตร)
16 เมษายน 15 ตุลาคม เวลา 8 :30 -17 : 00 น. (16
: 00 น.ปิดจำหน่ายบัตร)
|